วันอังคารที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

โบฮีเมียน(Bohemian)


ที่มาของแฟชั่นโบฮีเมียน(Bohemian) ผู้ที่แต่งตัว Bohemian มักใช้สร้อยคอที่ มีสีสรรค์มากมาย ต่างไปจากคนอื่นๆ การใช้กระโปรงลายดอกๆ มี layer เยอะ กับลากรองเท้าแตะ วัยรุ่นหลายๆคน นิยมเรียก ชื่อเล่นของ Bohemian เป็น แฟชั่นโบโฮ ( Boho ) เห็นบางแห่ง จำกัดความ สุดสวย Boho ของ babyBride เป็น พวกนอกรีด แบบเลยเถิดไปว่า ” ผู้ดำรงชีวิตแตกต่างจากคนอื่น เป็นแบบไม่ทำตามกฎทางสังคม ”


Bohemia นั้นเป็นดินแดน ที่กั้นระหว่าง เยอรมันกับโปแลน หรือ คือ สาธารณรัฐเช็ก ในปัจจุบัน มีเมืองหลวงคือ ปราก หรือ ปราฮา เขตที่มักมี ข่าวตอนสองทุ่มอยู่บ่อยๆ ช่วงหนึ่ง มีสถานที่ท่องเที่ยว และ คริสตอลสวยมากๆ การแต่งกายของคนที่นี่ ไม่น่าจะมีส่วนเกี่ยวเลย แต่น่าจะไปเกี่ยวกับ การเกิดขึ้นของดินแดนแห่งนี้ มากกว่า

เพราะการใช้ชีวิตในแบบ ไม่แคร์สังคมภายนอก การที่รู้สึกตนเองว่า เงินไม่ใช่พระเจ้า ไม่ได้ประดิษฐ์หรือ สร้างสิ่งของ เพื่อจะแลกกับเงิน จากดินแดนอื่นทำกำไร แต่ทำขึ้มมาจาก รากแท้ของความรู้สึก ที่อยากจะแสดงออก ทางจิตใจ และความคิดสร้างสรรค์ งานของตนเอง ซึ่งมันเป็น เอกลักษณ์แท้ๆ ของ การแต่งกายแบบแบบ Bohemia นี้ แหละ คือ มักเป็น คล้ายๆ DIY แฟชั่น แฟชั่นฮิปปี้ หรือ โฟโฮ แบบยุคก่อนๆ

หากกล่าวถึง คำว่า แฟชั่น โบฮีเมี่ยน คนที่ ผู้บุกเบิก ค่านิยมการแต่งกายแนวนี้ และมีบทบาท มากๆคงต้องเป็น Kate Moss Kate Moss ได้นำเข้า แฟชั่นโบฮีเมี่ยน ชนิดที่มีความเป็นตัว ของตัวเองสูงมาก ประมาณว่า เป็นแนวไม่แค่สังคม แล้ว Sienna Miller ก็ทำให้มัน เป็นที่นิยม อย่างรวดเร็ว

วันอังคารที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

แรกมี'น้ำประปา'ใช้ในสยาม

ภาพประกอบ

วันที่ 23 ตุลาคม 2553 ถือเป็นวันสำคัญและเป็นปีที่พสกนิกรชาวไทยทั่วประเทศพร้อมใจกันรำลึก 100 ปี แห่งการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ที่ปวงชนชาวไทยต่างถวายพระนามพระ องค์ว่า “พระปิยมหาราช” อันหมายถึงพระราชาผู้เป็น ที่รักของประชาชน

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่ง ใหญ่ต่อปวงชนชาวไทย ทรงให้อิสรภาพแก่ประชาชนผู้ทนทุกข์ ยากแค้นลำเค็ญ โดยมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เลิกทาส และด้วยสายพระเนตรอันยาวไกล พระองค์ทรงนำเทคโนโลยีสมัยใหม่พร้อมสาธารณูปโภคนานัปการ อาทิ รถไฟ ไฟฟ้า และกิจการประปา ซึ่งเป็นสาธารณูปโภคที่จำเป็นในการดำรงชีวิต และเป็นการยกระดับมาตรฐานการดำรงชีวิตให้ทัดเทียมนานาอารยประเทศมาใช้ ทำให้ชาวต่างชาติ ซึ่งแต่เดิมจะไม่พำนักอยู่ในประเทศไทยนานนัก เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจที่ได้รับมอบหมายก็จะเดินทางกลับทันที เนื่องจากความเป็นอยู่ไม่สะดวกสบายเหมือนในบ้านเมืองเขา โดยเฉพาะน้ำดื่ม น้ำใช้ไม่สะอาดพอ เพราะใช้น้ำจากแม่น้ำ ลำคลอง ทำให้เจ็บป่วยได้ง่าย เมื่อมีไฟฟ้า น้ำประปาแล้ว ชาวต่างประเทศก็เดินทางเข้ามาติดต่อทำการค้ากันมากขึ้น ประเทศไทยหรือประเทศสยามในเวลานั้น จึงเจริญรุ่งเรืองอย่างรวดเร็ว


กิจการประปาเป็นพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ด้วยพระองค์เสด็จประพาส ต่างประเทศทั้งยุโรป รัสเซีย สเปน อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ ซึ่งประเทศเหล่านี้มีน้ำประปาใช้แล้ว ส่วนใหญ่กิจการประปาจะเป็นของเอกชน เมื่อพระองค์สนพระราชหฤทัย และมีพระราชดำริ ที่จะจัดสร้างระบบประปา ในกรุงเทพฯ ได้มีฝรั่งชาว ต่างชาติหลายรายเสนอตัวที่จะเป็นผู้ลงทุนผลิตน้ำประปาเพื่อจำหน่ายในเขตพระ นคร โดยอ้างว่าจะได้ไม่เปลืองงบประมาณแผ่นดิน และค่าน้ำก็จะคิดในอัตราหนึ่ง และจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นไม่เกินลูกบาศก์เมตรละหกสลึง (1.50 บาท) แต่เมื่อพระองค์ ทรงไตร่ตรอง และหารือกับ บรรดาเหล่าเสนาบดีแล้ว พระองค์ทรงเกรงว่าหากให้เอกชนต่างชาติรับไปดำเนินการเสียแล้ว ประชาชนคนไทยผู้ใช้บริการอาจได้รับความ เดือดร้อนจากการขึ้นค่าน้ำ ของฝรั่งก็เป็นได้ จึงได้ตัดสิน พระทัยให้กรมสุขาภิบาลเป็น ผู้ดำเนินการจัดหาน้ำสะอาดมาใช้ในพระนคร โดย พระองค์ พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนหนึ่งเป็นทุนประเดิม และเอกชนได้ร่วมสมทบ เป็นเงินลงทุนทั้งสิ้นประมาณ 4 ล้านบาทเศษในสมัยนั้น

กิจการประปาเริ่มปรากฏเป็นรูปเป็นร่างในปี 2452 ตั้งแต่มีการจัดซื้อที่ดินสำหรับสร้างโรงกรองสามเสน (ปัจจุบันคือโรงงานผลิตน้ำสามเสน) ขุดคลองส่งน้ำจากบริเวณคลองเชียงรากมาถึงโรงกรองสามเสน การขุดฝังวางท่อจ่ายน้ำทั่วพระนคร สร้างถังสูงสำหรับช่วยเพิ่มแรงดันในการส่งน้ำไปบริการ ประชาชน (ถังสูง 2 ใบนี้ ยังคงอยู่ที่สี่แยกแม้นศรี ถนน บำรุงเมือง กทม.)

เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2457 พระบาทสมเด็จพระ มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จฯทรงเป็นประธานเปิดกิจการ “การประปากรุงเทพฯ” ด้วยพระองค์เอง อันมีเจ้าพระยายมราช เสนาบดีกระทรวงนครบาล เป็นผู้กล่าวรายงาน และพระบาทสมเด็จพระ มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสตอบ ตอนหนึ่งว่า “การใหญ่ของการประปาอันเป็นของค้างมาครั้งรัชกาลแห่งสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง ได้มาทำสำเร็จไปโดยเร็วใน รัชสมัยของเราเช่นนี้ เป็นเครื่องเชิดชูเกียรติเรา ใน การที่มีของสำคัญขึ้นสำหรับพระนครและเป็นการสมควรอยู่แล้วที่จะต้องแสดงให้ ปรากฏว่าการนี้ สมเด็จพระบรมชนกนารถของเราเป็นผู้ ริเริ่มดำริ กับสมควรนับเป็นอนุสาวรีย์ของพระองค์ส่วนหนึ่งได้เหมือนกัน” และอีกตอนหนึ่งว่า “ขอน้ำใสอันจะหลั่งไหลจากประปานี้ จงเป็นเครื่องประหารสรรพโรคร้าย ที่จะเบียดเบียนให้ร้ายแก่ประชาชนผู้เป็นพสกนิกร ของเรา” นี่คือที่มาของ “น้ำประปาดื่มได้” ดื่มแล้ว ปลอดภัยไร้โรคา พยาธิ นับ ตั้งแต่เริ่มเปิดกิจการมาจนถึง ทุกวันนี้

ในสมัยนั้น กรุงเทพฯ มีประชากรเพียง 330,000 คน อาศัยอยู่ฝั่งกรุงเทพฯ 280,000 คน อยู่ฝั่งธนบุรี 50,000 คน เมื่อเปิดกิจการระยะแรกมีผู้ใช้น้ำเพียง 400 คน แล้วค่อย ๆ เพิ่มขึ้นเป็น 3,000 คน ในปี 2465 อัตราค่าน้ำ 25 สตางค์ต่อลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) ผลิตน้ำวันละ 10,000 ลบ.ม. และสูงสุด 13,000 ลบ.ม. ในช่วงฤดูแล้ง ในด้านคุณภาพน้ำ จะมีเจ้าหน้าที่สุขาภิบาลมาตรวจคุณภาพน้ำประปา โดยตรวจแบคทีเรียทุกวัน ตรวจด้านเคมีทุกเดือน (ตั้งแต่ปี 2464) ปรากฏว่าไม่พบแบคทีเรีย และปลอดภัยจากสารพิษ จึงกล่าวได้ว่าประเทศไทยเรามีน้ำประปาที่สะอาดได้มาตรฐานเช่นเดียวกับนานา อารยประเทศ ยืนยันได้จากข้อเขียนของ Mr.Fernand Didier วิศวกรชาวฝรั่งเศส ที่ได้เข้ามาทำงานในประเทศไทยสมัยรัชกาลที่ 5 และเป็นผู้บริหารกิจการประปากรุงเทพฯ ในยุคแรก เขาเขียนระบุในหนังสือ The Bangkok Water Supply Descrip- tion Of The Works For Supplying The Siamese Capital With Portable Water ว่า “น้ำประปา กรุงเทพฯ เป็นน้ำสะอาด ไม่แพ้เมืองใด ๆ ในโลก”

หลังจากปี 2529 เป็นต้นมา กิจการประปาสามารถพัฒนาและดำเนินงานก้าวหน้าไปตามโครงการแผนหลักอย่างต่อ เนื่อง มีการขยายกำลังการผลิตและจ่ายน้ำที่เป็นไปตามแผน สามารถเพิ่มผู้ใช้น้ำได้ถึงปีละ 8-9% ทุกปี ในขณะเดียวกัน การประปานครหลวงได้เริ่มจัดทำโครงการประปา ฝั่งตะวันตกเมื่อปี 2530 เพื่อ รองรับการใช้น้ำที่เพิ่มขึ้น ของชุมชนทางด้านฝั่งธนบุรีและนนทบุรี และประการสำคัญเพื่อจัดหาแหล่งน้ำดิบแห่งใหม่สำรองจากแม่น้ำเจ้าพระยาที่มี อยู่เพียงแห่งเดียวและปริมาณน้ำเริ่มไม่เพียงพอต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้น จึงได้ก่อสร้างโรงกรองน้ำมหาสวัสดิ์ และขุดคลองประปาสายใหม่ ขึ้นเพื่อรับน้ำจากแม่น้ำแม่กลองในจังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งมีปริมาณน้ำมากและมีคุณภาพดีในระยะแรกได้ขุดคลองประปาสายใหม่ไปถึงแม่ น้ำท่าจีนและขุดต่อไปยังจังหวัดกาญจนบุรีรวมความยาว 106 กม. แล้วเสร็จเมื่อปี 2545

วันเวลาล่วงเลยมา 96 ปี วันนี้การประปากรุงเทพฯ ภายใต้ชื่อใหม่ว่า การประปานครหลวง ยังคงปฏิบัติภารกิจที่สืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ไม่เคยเปลี่ยน นั่นคือ ผลิต น้ำสะอาดเพื่อการอุปโภคและบริโภค สำหรับประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และ ปริมณฑล ในปริมาณที่เพียง พอและทั่วถึง ปัจจุบันการ ประปานครหลวงมีลูกค้าเกือบ 2,000,000 ราย (คิดเป็นผู้ ใช้น้ำประมาณ 10,000,000 คน) ผลิตน้ำจ่ายวันละกว่า 5,000,000 ลบ.ม.


ในโอกาสครบรอบ 96 ปี กิจการประปากรุงเทพฯ วันที่ 14 พฤศจิกายน 2553 นี้ การประปานครหลวงได้จัดกิจกรรม “วันประปาเพื่อประชาชน” เพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงล้นเกล้าทั้งสองพระองค์ โดยพนักงานและลูกจ้างกว่า 3,000 คน ร่วมใจกันออกให้บริการประชาชน อาทิ รับคำร้อง ยกย้ายมิเตอร์ บริการตรวจ ซ่อมท่อแตกรั่วภาย ในบ้าน ทุกกิจกรรมที่บริการประชาชน ในวันนั้น ฟรี! เพราะเป็น “วันประปาเพื่อประชาชน” ดั่งพระราชประสงค์ข ล้นเกล้าทั้งสองพระองค์ ผู้ พระราชทานความสุขให้กับ ปวงชนชาวไทยมาจวบจนทุกวันนี้.

วันพุธที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2554

มารยาทการรับประทานอาหารแบบตะวันตก

มารยาทการรับประทานอาหารแบบตะวันตก

1. เมื่อเข้าไปที่โต๊ะอาหาร สุภาพบุรุษควรดึงเก้าอี้ให้สุภาพสตรี แล้วคลี่ผ้าเช็ดปากบนโต๊ะให้สุภาพสตรีด้วย การคลี่ผ้าเช็ดปากให้วางบนตัก โดยพับเป็นสองท่อน เอาชายผ้าเข้าหาตัว และเมื่อต้องลุกจากโต๊ะระหว่างรับประทานอาหาร ผ้าเช็ดปากนั้นให้วางลงบนเก้าอี้หรือพนักวางแขน เมื่อรับประทานเสร็จแล้ว ให้เอาผ้าวางบนโต๊ะด้านขวา

2. ควรนั่งอย่างสบาย ตัวตรง ไม่ก้มหน้า ให้ดึงเก้าอี้เข้าหาโต๊ะ และไม่นั่งไขว่ห้าง ไม่นั่งเท้าแขน เอามือวางบนตัก และไม่ควรประแป้งหรือทาลิปสติกบนโต๊ะอาหาร

3. โทรศัพท์มือถือไม่ควรเปิดเสียง และห้ามวางไว้บนโต๊ะอาหาร ผิดมารยาทเพราะถือว่าไม่ให้ความสำคัญกับคนที่นั่งร่วมโต๊ะด้วย

4. ไม่ควรถอดรองเท้าใต้โต๊ะ (อย่าทำเด็ดขาด) และไม่ควรใส่รองเท้าแตะหรือรองเท้าส้นเปิด (เหมาะกับค็อกเทลมากกว่า และถ้าสวมรองเท้าส้นเปิด ก็ไม่ควรใส่ถุงน่อง)

5. เอาใจใส่ดูแลทรงผม ต้องทำ ต้องเก็บให้เรียบร้อย

6. เสื้อผ้าผู้หญิงให้ระวัง อย่าใส่คอลึก เวลาก้มจะไม่งาม ถ้าสวมกระโปรง ไม่นิยมนุ่งกระโปรงสั้น

7. จำไว้ว่า จานขนมปังอยู่ทางซ้ายมือเสมอ (หากหยิบผิด ให้กล่าวคำขอโทษ แล้วเปลี่ยนจานขนมปังได้)

8. ขนมปังหยิบรับประทานได้เลย ไม่ต้องรอให้เจ้าภาพบอก หากหมดแล้วขอใหม่ได้ วิธีรับประทานที่ถูกต้องคือ บิขนมปังด้วยมือ แล้วทาเนยตรงชิ้นที่เข้าปาก และเมื่อใช้มีดป้ายขนมปังเสร็จแล้ว ต้องวางคืนไว้ที่จานขนมปัง (ขนมปังรับประทานได้เรื่อยๆ จนกระทั่งจบเมนคอร์ส ถือเป็นอันสิ้นสุด)

9. แก้วน้ำอยู่ทางขวามือ อย่าใช้ผิด จะผิดทั้งโต๊ะ

10. ท่องเอาไว้ว่า ใช้ช้อน ส้อม มีด จากด้านนอกสุดเข้าหาด้านในสุด

11. การรับประทานซุปด้วยช้อนซุป ควรตักซุปออกจากตัว และรับประทานซุปทางด้านข้างของช้อน ถ้าเป็นซุปใสใส่ถ้วยที่มีหู สามารถยกถ้วยดื่มได้เลย (ซุปข้นไม่ได้) และไม่ควรมีเสียงดังขณะดื่ม และไม่ควรเอาขนมปังจิ้มซุป อย่าทำเด็ดขาด

12. ควรสนทนากับผู้นั่งข้างเคียงบ้าง แต่อย่าให้เสียงดัง เวลาสนทนาควรวางมีดกับส้อมบนจานเสียก่อน อย่าถือมีดหรือส้อมชี้ประกอบท่าทาง ควรหลีกเลี่ยงหัวข้อสนทนาเรื่องการเมืองและศาสนา ส่วนหัวข้ออื่นๆ พูดได้ เช่น เรื่องดินฟ้าอากาศ รถติด เป็นต้น

13. เวลารับประทานเนื้อ นิยมตัดรับประทานทีละชิ้นแบบอังกฤษ แต่แบบอเมริกันจะหั่นเนื้อจนหมด แล้ววางมีดไว้ด้านบนของจาน แล้วเปลี่ยนถือส้อมด้วยมือขวาส่งอาหารเข้าปาก สำหรับในประเทศไทยนิยมแบบอังกฤษ

14. เวลาหั่นอาหาร เมื่อหยิบส้อมขึ้นมา ให้คว่ำส้อม แล้วใช้นิ้วชี้และนิ้งโป้งจับไว้ที่คอมีด เพื่อจะได้ออกแรงหั่นได้ดี

15. ถ้าอาหารมีลักษณะเป็นเส้น เช่น เส้นสปาเกตตี ให้ใช้ส้อมม้วนเส้น แล้วค่อยนำใส่ปากรับประทาน

16. อาหารจะเซตเมนูมาให้อยู่แล้ว ขอเพิ่มไม่ได้ จบแล้วจบเลย งานเลี้ยงอย่างเป็นทางการจะไม่มีการเสิร์ฟอาหารเพิ่มเติม

17. เสิร์ฟอาหารอะไรมาก็ต้องรับประทานแบบนั้น (เพราะเจ้าภาพงานจะทราบอยู่แล้วว่าแขกที่เชิญจะรับประทานอะไรได้หรือไม่ได้ ซึ่งจะหลีกเลี่ยงเมนูนั้นอยู่แล้ว)

18. ไม่ควรแชร์อาหารกับคนข้างๆ ห้ามทำเด็ดขาด

19. การเสิร์ฟ ซอร์เบท (Sorbet) หรือไอศกรีมที่ไม่ใส่นม ไม่ใส่ครีม มีรสเปรี้ยวนำ ก็เพื่อล้างปากก่อนเสิร์ฟอาหารจานต่อไป นิยมเสิร์ฟในงานพิธีการใหญ่ๆ ถ้าเป็นงานปกติจะไม่เสิร์ฟ

20. การใช้เครื่องมือรับประทานอาหารแบบพิเศษ ถ้าไม่ทราบวิธีการใช้ ให้สังเกตคนรอบข้าง

21. การรับประทานผลไม้ ใช้ส้อมหยิบผลไม้แล้วปอกด้วยมีด ซึ่งแล้วแต่ชนิดของผลไม้มีวิธีต่างๆ กัน

22. ไม่ควรเอื้อมหยิบของข้ามหน้าแขกท่านอื่นๆ ควรเรียกพนักงานบริการหยิบให้ ถ้าจำเป็นให้ขอร้องผู้นั่งร่วมโต๊ะที่นั่งอยู่ถัดไปด้วยความสุภาพ พร้อมกล่าวคำขอบคุณ

23. ในกรณีที่ทำของหรืออุปกรณ์รับประทานอาหารตกจากโต๊ะ อย่าตกใจ ควรขอโทษคนข้างเคียงเบาๆ และไม่ควรหยิบขึ้นมาจากพื้นเอง ขอใหม่ได้จากบริกร

24. การรวบมีดกับส้อม หรือช้อนส้อม อังกฤษนิยมรวบไว้ตรงกลาง ตรงหน้า และหงายส้อม แต่อเมริกันนิยมรวบไว้หัวจานเฉียงๆ

25. ควรซับริมฝีปากด้วยผ้าเช็ดปากเสียก่อนการดื่มเครื่องดื่มต่างๆ

วันจันทร์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2554

"ข้าวกล้อง" รูปไม่สวยแต่คุณค่ามหาศาล


"ข้าว" ไม่ว่าจะข้าวเหนียวหรือข้าวเจ้า ก็ถือเป็นอาหารหลักของคนไทยมาทุกยุคทุกสมัย แต่สำหรับคนไทยที่กินข้าวเจ้าแล้ว ส่วนใหญ่มักจะคุ้นชินกับการกินข้าวที่ขัดสีจนขาว ไม่นิยมกินข้าวกล้องหรือข้าวซ้อมมือกันเท่าไรนัก แถมยังดูถูกว่าเป็นข้าวแดงที่กินกันในคุกไปเสีย แต่ใน "ข้าวกล้อง" เมล็ดสีน้ำตาลๆ นี้เองที่เป็นแหล่งรวมวิตามินที่เป็นประโยชน์ทั้งหลายเอาไว้มากกว่าข้าวขาวเสียอีก

สีน้ำตาลที่เห็นในข้าวกล้องนั้นก็เป็นเพราะในขั้นตอนการขัดสีข้าว ข้าวกล้องนั้นโดนกะเทาะเพียงส่วนเปลือกซึ่งเรียกว่าแกลบออกไปเท่านั้น แต่จมูกข้าวและเยื่อหุ้มเมล็ดข้าวซึ่งเป็นศูนย์รวมวิตามินหลากหลายชนิดนั้นยังคงอยู่ วิตามินที่ว่าก็ได้แก่วิตามินบี 1 ที่ช่วยป้องกันโรคเหน็บชา วิตามินบี 2 ป้องกันโรคปากนกกระจอก ไนอะซีน ช่วยรักษาระบบผิวหนังและระบบประสาท มีแร่ธาตุฟอสฟอรัส และแคลเซียม ช่วยในการเจริญเติบโตของกระดูกและฟัน นอกจากนั้นก็ยังมีทองแดงและธาตุเหล็ก ที่ช่วยป้องกันโรคโลหิตจาง บำรุงเลือด ให้โปรตีนและคาร์โบไฮเดรต รวมไปถึงไขมันชนิดดี ไม่มีคอเลสเตอรอล อีกทั้งมีเส้นใยอาหารช่วยให้ท้องไม่ผูกและช่วยป้องกันมะเร็งในลำไส้ได้ด้วย

บางคนอาจจะไม่ชอบข้าวกล้องเพราะความแข็ง ไม่เคี้ยวนุ่มอร่อยเหมือนข้าวขาว แต่ถ้าอยากให้ข้าวกล้องนุ่มอร่อยละก็ มีเคล็ดลับง่ายๆ

เพียงแช่เมล็ดข้าวกล้องที่จะหุงทิ้งไว้ในน้ำหนึ่งคืน (10-12 ชั่วโมง) ก่อนจะนำมาหุงด้วยวิธีปกติ ข้าวก็จะออกมานุ่มอร่อย หรือหากยังไม่ชินกับข้าวกล้องก็จะผสมข้าวขาวลงไปด้วยก็ได้

วันเสาร์ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2554

ฮูลาฮูป (hula hoop)



ฮูลาฮูป เป็นชื่อเครื่องเล่นประเภทเครื่องประกอบการออกกำลังกายอย่างหนึ่ง ลักษณะเป็นห่วงพลาสติกกลม ใช้ปั่นให้หมุนรอบตัวผู้เล่นด้วยการโยกขยับเอวให้รับห่วงที่หมุนนั้น.

คำว่า ฮูลาฮูป มาจากคำภาษาอังกฤษว่า hula hoop ตามประวัติ คำนี้เกิดขึ้นในคริสต์ศักราช ๑๙๕๘ หรือพุทธศักราช ๒๕๐๑. คำว่า hula เป็นชื่อการเต้นรำของชาวฮาวาย ส่วนคำว่า hoop แปลว่า ห่วง. hula hoop จึงแปลว่า ห่วงสำหรับเต้นอย่างระบำ ฮูล่า.

ฮูล่าฮู้บ เข้ามาแพร่หลายในประเทศไทยในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๕ ใช้เป็นการเล่นของเด็ก ๆ. เมื่อมีฮูลาฮูป ก็มีผู้นำฮูล่าฮู้บเข้ามาประกอบการเล่นยิมนาสติกลีลาด้วย. ฮูลาฮูปได้เข้าร่วมแข่งขันเป็นครั้งแรกในกีฬาโอลิมปิกครั้งที่ ๒๓ เมื่อพุทธศักราช ๒๕๒๗ ณ นครลอสแองเจลิส โดยมีกำหนดว่า ฮูลาฮูปต้องมีขนาดผ่าศูนย์กลาง ๘๐-๙๐ เซนติเมตร มีน้ำหนัก ๓๐๐ กรัม.

ฮูลาฮูป เป็นของเล่นของคนยุคเบบี้บูมที่สร้างกระแสไปทั่วโลกเมื่อทศวรรษ 1950 เป็นอุปกรณ์สำหรับการฟิตซ้อมร่างกาย ฮูปเป็นของเล่นโบราณที่วิวัฒนาการมาจากเถาองุ่นแห้งยุคอียิปต์โบราณ และถูกพรรณนาไว้เป็นรูปภาพบนแจกันในเอเธนส์ในช่วงศตวรรษที่ 5 แต่ฮูปวันนี้ทั้งใหญ่หนัก หรูหรา และพกพาง่ายกว่าฮูปสมัยก่อน อีกทั้งยังแปลงร่างจากของเล่นเด็กมาเป็นอุปกรณ์การออกกำลังกาย เต้นแอโรบิก


ประโยชน์ของการเล่นฮูลาฮูป

1.ช่วยพัฒนา เสริมสร้าง ตลอดจนฟื้นฟูกล้ามเนื้อรอบเอว ทำให้มีความกระชับแข็งแรง อดทน และยืดหยุ่นตัวดีขึ้น

2.ช่วยชะลอการเสื่อมสภาพของเซลล์กล้ามเนื้อ

3.ช่วยพัฒนาและแก้ไขปัญหาบุคลิกภาพ รูปร่าง ทรวดทรง โดยเฉพาะรอบเอวให้ได้สัดส่วนสวยงาม

4.ช่วยพัฒนาสมอง ระบบประสาท กล้ามเนื้อ หากได้มีการฝึกที่หลากหลายวิธี

5.เป็นการฝึกสมาธิ



วิธีการเล่นฮูลาฮูปให้ได้ผลดีมากที่สุด

1.ยืดเหยียดกล้ามเนื้อก่อนและหลังการฝึกทุกครั้ง

2.ยืนแยกเท้าประมาณช่วงไหล่เพื่อให้ขาทั้งสองข้างรับน้ำหนักเท่าๆกัน และเป็นการป้องกันการบาดเจ็บที่เข่า

3.นำห่วงมาคล้องลำตัวให้อยู่ระดับเอว

4.มือทั้งสองข้างจับที่ห่วงในตำแหน่งใกล้ลำตัว พยายามถือห่วงให้ขนานกับพื้น จะช่วยให้เวลาเหวี่ยงทำได้ง่ายขึ้น

5.ถ้าถนัดมือขวา ให้ออกแรงเหวี่ยงจากมือและไหล่ขวาไปทางด้านซ้าย ให้ห่วงขนานกับพื้น โดยยังไม่หมุนเอว เหวี่ยงจนห่วงสามารถเลี้ยงอยู่ที่เอวได้มากขึ้น จึง
ส่ายเอวมารับห่วง แต่ต้องระวังไม่ส่ายเป็นวงกว้าง ซึ่งอาจทำให้เกิดการบาดเจ็บที่ข้อต่อบริเวณเอวได้ ควรควบคุมการส่ายด้วยการเกร็งรอบเอวไปด้วย

6.ในการเล่นฮูลาฮูปแต่ละครั้ง ความหนัก ความนาน และความถี่ของการเล่นขึ้นอยู่กับสภาพร่างกาย อายุ เพศ รวมถึงโรคประจำตัวที่อาจมีผลต่อการเล่นของแต่ละคน จึงควรเริ่มฝึกจากใช้ฮูลาฮูปที่มีน้ำหนักเบาๆก่อน เวลาหรือจำนวนรอบที่หมุนน้อยและควรให้ร่างกายได้พัก อาจฝึกวันเว้นวัน เมื่อร่างกายมีความแข็งแรงอดทนของกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้น จึงเพิ่มเวลาหรือจำนวนรอบในการหมุน แล้วจึงเพิ่มน้ำหนักของฮูลาฮูปที่ใช้

7.ความหนักของการฝึกฮูลาฮูปยังสามารถเพิ่มได้จากความเร็วในการหมุน โดยในการฝึกแต่ละครั้ง ควรเริ่มฝึกด้วยความเร็วในการหมุนห่วงน้อยๆ ก่อน หรือใช้เพลงประกอบที่มีจังหวะไม่เร็วมาก ฝึกวันเว้นวัน เมื่อร่างกายมีความแข็งแรงอดทนของกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้น แล้วค่อยๆ เพิ่มความเร็วในการหมุนห่วง หรือใช้เพลงที่มีจังหวะเร็วขึ้น




วันอังคารที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2554

ง่วงนอนตอนกลางวัน



การหลับ คือ การหยุดพักของร่างกายโดยการนอนราบ ตาหลับ บางคนอาจมีอาการกรน แสดงว่า "หลับแล้ว" การหลับในแต่ละคนจะมีลักษณะที่แตกต่างกัน ดังนั้นหากคุณนอนหลับได้ไม่เพียงพอในตอนกลางคืน การนอนตื่นสายในวันรุ่งขึ้นจะไม่สามารถชดเชยได้

การที่เรานอนหลับไม่เพียงพอก็อาจส่งผลกระทบกับการทำงานหรือกิจกรรมประจำวันได้ เช่น อาจทำให้คุณหงุดหงิดกับคนรอบข้าง เพื่อนร่วมงานอีกทั้งยังทำลายสมาธิในการปฎิบัติงานอีกด้วย

ดังนั้นการพักผ่อนนอนหลับที่พอเพียงจะช่วยเสริมสร้างความสมบูรณ์ให้กับร่างกาย มีดังนี้

1. ควรนอนในช่วงเวลาที่พอดี เช่น การนอนหลับ 7-8 ชั่วโมงนั้นถือว่าเป็นเวลาที่ดีที่สุด หรือคุณอาจจะนอนมากกว่านี้ก็ได้ในบางวัน เมื่อได้นอนเต็มอิ่มแล้ว คุณจะรู้สึกแจ่มใสสดชื่น เนื่องจากร่างกายได้พักผ่อนเต็มที่

2. กำหนดกติกาบนเตียงนอน เตียงนอนหรือที่นอนนั้นเป็นที่สำหรับการหลับพักผ่อน ดังนั้นการนำงานมาทำหรือเล่นเกมส์บนที่นอน ไม่ควรทำอย่างยิ่ง เพราะจะไปกระต็นให้คุณตื่นตัวส่งผลให้คุณเกิดอาการกังวลและหลับยากยิ่งขึ้น

3. สร้างนิสัยเวลาตื่นจากการนอน การเข้านอนให้เป็นเวลาทุกวัน จะช่วยปรับสภาพร่างกายให้ง่วงและชินกับเวลาในการเข้านอน และเมื่อเข้านอนเป็นเวลาแล้ว การตื่นนอนตอนเช้าก็ควรที่จะเป็นเวลาเดียวกันทุกวัน หรือที่เรียกว่า bioclock ที่ร่างกายจะเกิดการชินกับเวลาตื่นนอน

4. ค่อยๆ ปรับและจัดเวลาเข้านอนการค่อยๆ ปรับ เวลาในการเข้านอน นั้นควรค่อยปรับในแต่ละคืน เช่น คืนนี้คุณอาจกำหนดการเข้านอนตอนสามทุ่ม แต่คุณควรเข้านอนก่อนเวลาซัก 15 นาที ในการจัดระบบการนอนแบบนี้จะช่วยให้ร่างกายจดจำระบบการนอนอย่างสม่ำเสมอ

5. การรับประทานอาหารและการออกกำลังกาย การออกกำลังกายนั้นสามารถช่วยผ่อนคลายความ เครียดก่อนที่จะเข้านอนได้ ควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มประเภทแอลกอฮอล์ คาเฟอีน หรือเครื่องดื่มชูกำลัง และควรงดการรับประทานอาหารมื้อหนักๆ ก่อนเข้านอน ควรหาน้ำสมุนไพรอุ่นๆ มา ดื่มซึ่งจะช่วยให้คุณหลับสบายขึ้น

6. ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป ในกรณีที่คุณอาจมีภารกิจที่ยุ่งเหยิง แต่ก็ต้องการเข้านอนให้ครบ 7-8 ชั่วโมง อาจทำให้คุณหงุดหงิดหรือเครียดได้ ดังนั้น ค่อยๆ ปรับ เวลาเข้านอนตามกิจวัฒประจำวันก้ได้ครับ เมื่อคุณสามารถบริหารกิจกรรมเพื่อให้เข้าสู่ระบบการนอนได้แล้ว อาการหงุดหงิดก็จะบรรเทาลงได้

7. เข้านอนเมื่อง่วงมากๆ คุณไม่ควรงีบระหว่างวันเพราะการงีบจะส่งผลให้คุณนอนหลับยากในตอนกลางคืน

8. หากิจกรรมที่ผ่อนคลายก่อนเข้านอน การหาวิธีผ่อนคลายก่อนเข้านอนเป็นอีกทางเลือก ที่ช่วยให้คุณหลับสบาย เช่น การนั่งสมาธิ หาอ่านหนังสือเบาๆ ฟังเพลง สวดมนต์ แช่น้ำอุ่น หรือดื่มนมอุ่นๆ ก็จะสามารถช่วยให้ร่างกายคุณได้ผ่อนคลาย ทำให้หลับง่ายขึ้น

9. เข้ารับคำปรึกษาจากจิตแพทย์ หากคุณมีปัญหาในการนอนไม่หลับหรือนอนไม่พอ ซึ่งอาจเกิดจากภาวะความเครียด กังวล หรือความบอบช้ำทางจิตใจ คุณควรเข้ารับการปรึกษาจากจิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ การได้รับการรักษาบำบัด โดยการรับประทานยาหรือวิธีบำบัดอื่นๆ ก็จะช่วยให้คุณผ่อนคลายและสามารถนอนหลับได้

การนอนไม่เพียงพอหรือนอนไม่หลับ จะส่งผลกระทบต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำให้ร่างกายอ่อนแอ ซึ่งร่างกายไม่สามารถกำจัดแบคทีเรียที่เข้ามาได้ อีกทั้งยังสามารถก่อให้เกิดโรคต่างๆ และส่งผลเสียต่อสภาพผิวพรรณอีกด้วย

วันเสาร์ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2554

วันปีใหม่

วันปีใหม่ มีประวัติความเป็นมาซึ่งเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยและความเหมาะสม ตั้งแต่ในสมัยเริ่มแรกเมื่อชาวบาบิโลเนียเริ่มคิดค้นการใช้ปฏิทิน โดยอาศัยระยะต่าง ๆ ของดวงจันทร์เป็นหลักในการนับ เมื่อครบ 12 เดือนก็กำหนดว่าเป็น 1 ปี และเพื่อให้เกิดความพอดีระหว่างการนับปีตามปฏิทินกับปีตามฤดูกาล จึงได้เพิ่มเดือนเข้าไปอีก 1 เดือน เป็น 13 เดือนในทุก 4 ปี

ต่อมาชาวอียิปต์ กรีก และชาวเซมิติค ได้นำปฏิทินของชาวบาบิโลเนียมาดัดแปลงแก้ไข อีกหลายคราวเพื่อให้ตรงกับฤดูกาลมากยิ่งขึ้นจนถึงสมัยของกษัตริย์จูเลียต ซีซาร์ ได้นำความคิดของนักดาราศาสตร์ชาวอียิปต์ชื่อ โยซิเยนิส มาปรับปรุง ให้ปีหนึ่งมี 365 วัน ในทุก ๆ 4 ปี ให้เติมเดือนที่มี 28 วัน เพิ่มขึ้นอีก 1 วัน เป็น 29 วัน คือเดือนกุมภาพันธ์ เรียกว่า อธิกสุรทิน

เมื่อเพิ่มในเดือนกุมภาพันธ์มี 29 วันในทุก ๆ 4 ปี แต่วันในปฏิทินก็ยังไม่ค่อยตรงกับฤดูกาลนัก คือเวลาในปฏิทินยาวกว่าปีตามฤดูกาล เป็นเหตุให้ฤดูกาลมาถึงก่อนวันในปฏิทิน

และในวันที่ 21 มีนาคมตามปีปฏิทินของทุก ๆ ปี จะเป็นช่วงที่มีเวลากลางวันและกลางคืนเท่ากัน คือเป็นวันที่ดวงอาทิตย์จะขึ้นตรงทิศตะวันออก และลับลงตรงทิศตะวันตกเป๋ง วันนี้ทั่วโลกจึงมีช่วงเวลาเท่ากับ 12 ชั่วโมง เท่ากัน เรียกว่า วันทิวาราตรีเสมอภาคมีนาคม (Equinox in March)

แต่ในปี พ.ศ. 2125 วัน Equinox in March กลับไปเกิดขึ้นในวันที่ 11 มีนาคม แทนที่จะเป็นวันที่ 21 มีนาคม ดังนั้น พระสันตะปาปาเกรกอรี่ที่ 13 จึงทำการปรับปรุงแก้ไขหักวันออกไป 10 วันจากปีปฏิทิน และให้วันหลังจากวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2125 แทนที่จะเป็นวันที่ 5 ตุลาคม ก็ให้เปลี่ยนเป็นวันที่ 15 ตุลาคมแทน (เฉพาะในปี 2125 นี้) ปฏิทินแบบใหม่นี้จึงเรียกว่า ปฏิทินเกรกอเรี่ยน จากนั้นได้ปรับปรุงประกาศใช้วันที่ 1 มกราคม เป็นวันเริ่มต้นของปีเป็นต้นมา




ความเป็นมาของ วันขึ้นปีใหม่ไทย

ในอดีต วันขึ้นปีใหม่ของไทยได้มีการเปลี่ยนแปลงมาแล้ว 4 ครั้งคือ ครั้งแรกถือเอาวันแรม 1 ค่ำ เดือนอ้าย เป็นวันขึ้นปีใหม่ซึ่ง ตรงกับเดือนมกราคม ครั้งที่ 2 กำหนดให้วันขึ้นปีใหม่ตรงกับวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 5 ตามคติพราหมณ์ ซึ่งตรงกับเดือนเมษายน



การกำหนดวันขึ้นปีใหม่ใน 2 ครั้งนี้ ถือเอาทางจันทรคติเป็นหลัก ต่อมาได้ถือเอาทางสุริยคติแทน โดยกำหนดให้วันที่ 1 เมษายน เป็นวันขึ้นปีใหม่ ตั้งแต่ พ.ศ.2432 เป็นต้นมา อย่างไรก็ตาม ประชาชนส่วนใหญ่โดยเฉพาะตามชนบทยังคงยึดถือเอาวันสงกรานต์เป็น วันขึ้นปีใหม่อยู่ ต่อมาเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบอบประชาธิปไตย ทางราชการเห็นว่าวันขึ้นปีใหม่วันที่ 1 เมษายน ไม่สู้จะมีการรื่นเริงอะไรมากนัก สมควรที่จะฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ จึงได้ประกาศให้มีงานรื่นเริงวันขึ้นปีใหม่ในวันที่ 1 เมษายน 2477 ขึ้นใน กรุงเทพฯเป็นครั้งแรก

การจัดงานวันขึ้นปีใหม่ที่ได้เริ่มเมื่อวันที่ 1 เมษายน ได้แพร่หลายออกไปต่างจังหวัดในปีต่อๆมา และในปี พ.ศ.2479 ก็ได้มีการ จัดงานรื่นเริงปีใหม่ทั่วทุกจังหวัด วันขึ้นปีใหม่วันที่ 1 เมษายน ในสมัยนั้นทางราชการเรียกว่า วันตรุษสงกรานต์

ต่อมาได้มีการพิจารณาเปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่อีกครั้งหนึ่ง โดยคณะรัฐมนตรีได้แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้น ซึ่งมีหลวงวิจิตรวาทการ เป็นประธานกรรมการ ที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์ให้เปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่เป็นวันที่ 1 มกราคม โดยกำหนดให้วันที่ 1 มกราคม 2484 เป็น วันขึ้นปีใหม่เป็นต้นไป

เหตุผลที่ทางราชการได้เปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่จากวันที่ 1 เมษายนมาเป็นวันที่ 1 มกราคม ก็คือ
1. ไม่ขัดกับพุทธศาสนาในด้านการนับวัน เดือน และการร่วมฉลองปีใหม่ด้วยการทำบุญ
2. เป็นการเลิกวิธีนำเอาลัทธิพราหมณ์มาคร่อมพระพุทธศาสนา
3. ทำให้เข้าสู่ระดับสากลที่ใช้อยู่ในประเทศทั่วโลก
4. เป็นการฟื้นฟูวัฒนธรรม คตินิยม และจารีตประเพณีของชาติไทย

กิจกรรมที่ชาวไทยส่วนใหญ่มักจะยึดถือปฏิบัติในวันขึ้นปีใหม่ได้แก่
1. การทำบุญตักบาตร โดยอาจตักบาตรที่บ้าน หรือไปที่วัดหรือตามสถานที่ต่างๆที่ทางราชการเชิญชวนไปร่วมทำบุญ
2. การกราบขอพรจากผู้ใหญ่ และอวยพรเพื่อนฝูง การมอบของขวัญ การมอบช่อดอกไม้ หรือการส่งบัตรอวยพร
3. การจัดงานรื่นเริง การจัดเลี้ยงในหมู่เพื่อนฝูง ญาติพี่น้องหรือตามหน่วยงานต่างๆ

วันขึ้นปีใหม่นับเป็นโอกาสดีที่จะทำให้เราได้ทบทวนถึงการดำเนินชีวิตในอดีต เพื่อจะได้แก้ไขข้อบกพร่องที่เกิดขึ้นในอดีตให้ดีขึ้น

กิจกรรมใน วันขึ้นปีใหม่
วันที่ 1 มกราคม ของทุกปี จะมีการทำบุญตักบาตรและอุทิศส่วนกุศลผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว ฟังเทศน์ ปล่อยปลา ปล่อยนก อวยพรซึ่งกันและกัน หรืออาจจะส่งการ์ดบัตรอวยพร ของขัวญไหว้ผู้ใหญ่เพื่อรับพร และสรงน้ำพระพุทธรูป ประดับธงชาติ และจะเตรียมทำความสะอาดบ้าน และที่พักอาศัย

วันเสาร์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2553

“คริสต์มาสอีฟ” 24 ธันวาคม


วันที่ 24 ธันวาคม หรือที่รู้จักกันว่า “คริสต์มาสอีฟ” โดยในวันนี้ ชาวคริสต์จำนวนมากจะเดินทางไปร่วมพิธีนมัสการ ตามโบสถ์คาทอลิค ทำกันในเวลาเที่ยงคืน หรือที่ทางเยอรมนีเรียกว่า “ไวฮนาคท” (Weihnacht) หรือมีความหมายเดียวกันกับคำว่า “White Christmas” ซึ่งถือว่าเป็น “คืนอันศักดิ์สิทธิ์”

นอกจากนี้ในคืนก่อน วันนี้จะมีงานแครอลลิง ซึ่งจะมีเด็กๆ ไปร้องเพลงตามบ้าน ในคืนวันคริสต์มาส ผู้ที่นับถือศาสนาคริสต์ จะมารวมตัวกันที่โบสถ์เพื่อทำกิจกรรมร่วมกัน เช่น การแสดง ร้องเพลง

และ ในวันที่ 25 ธันวาคม ก็จะมีการเฉลิมฉลองกันตามบ้านเรือน และถือเป็นโอกาสดีที่จะมีการเยี่ยมเยียนระหว่างญาติพี่น้อง ส่วนในตอนกลางคืนทุกคนจะพร้อมหน้าเพื่อมาร่วมรับประทานอาหารค่ำและอาหารมื้อสำคัญบนโต๊ะนั่นก็คือไก่งวง

ไก่งวงเริ่มแพร่ไปสู่อังกฤษเมื่อวิลเลียม สทริกแลนด์ ซื้อไก่งวงหกตัวจากพ่อค้าชาวอินเดียนแดงในเม็กซิโก และนำไปขายในเมืองบริสทอล ประเทศอังกฤษเมื่อค.ศ.1526 พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่เจ็ดทรงโปรดเสวยไก่งวงฉลองเทศกาลและชาวอังกฤษก็ปฏิบัติตาม แต่ยังถือเป็นของหรูหราจนถึงทศวรรษ 1650

ส่วนใน วันที่ 26 ธันวาคมจะเป็น “วันบ็อกซิงเดย์” หรือวันเปิดกล่องของขวัญ ซึ่งวันนี้ในอดีตจะเป็นเป็นวันที่ศิษยาภิบาลเคยเปิด "กล่องทาน" ในโบสถ์ และแจกเงินให้สมาชิกที่ยากจน ต่อมาชาวอังกฤษก็ให้ของขวัญแก่พวกคนใช้ และเจ้าหน้าที่ต่างๆ เพื่อเป็นการตอบแทนที่พวกเขาได้ทำงานและจัดการเฉลิมฉลองในช่วงคริสต์มาส
แต่ถ้าวันที่ 26 ธันวาคมตรงกับวันเสาร์หรือวันอาทิตย์ วันบ็อกซิ่งเดย์ก็จะเลื่อนไปเป็นวันจันทร์แทน

วันพุธที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2553

10 อาหารที่ไม่ควรกินบ่อย


1. ไข่เยี่ยวม้า ไข่เยี่ยวม้ามีตะกั่วค่อนข้างสูง ตะกั่วทำให้การดูดซึมแคลเซียมน้อยลง กินบ่อยๆ จะเสี่ยงโรคกระดูกโปร่งบางและอาจได้รับพิษตะกั่วเช่น สมองเสื่อม เป็นหมัน ฯลฯ


2. ปาท่องโก๋ กระบวนการทำปาท่องโก๋มีการใช้สารส้ม ซึ่งมีตะกั่วปนเปื้อน ตะกั่วทำให้ไตทำงานหนักในการขับสารนี้ออกไปนอกจากนั้นยังทำให้คอแห้ง เจ็บคอง่าย โดยเฉพาะคนที่เป็นโรคร้อนในได้ง่าย


3. เนื้อย่าง กระบวนการรมไฟ ย่างไฟทำให้เกิดสารเบนโซไพรีนซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง


4. ผักดอง ผักดองและของหมักเกลือทำให้ร่างกายได้รับเกลือโซเดียมสูง ถ้ากินบ่อยเกินหรือมากเกินจะทำให้หัวใจทำงานหนักเกิดความดันเลือดสูงและโรคหัวใจได้ง่าย นอกจากนั้นกระบวนการหมักดองยังทำให้เกิดสารแอมโมเนียมไนไตรด์ ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง


5. ตับหมู ตับหมูมีโคเลสเตอรอลสูง การกินตับหมูบ่อยเกินหรือมากเกินทำให้เสี่ยงต่อโรคหัวใจ เส้นเลือดสมอง (อัมพฤกษ์อัมพาต) และโรคมะเร็งเพิ่มมากขึ้น


6. ผักขม ปวยเล้ง ผักขมและปวยเล้งมีสารอาหารสูง ทว่า...มีกรดออกซาเลตมาก ทำให้เกิดการขับสังกะสี และแคลเซียมออกจากร่างกายมาก การกินบ่อยเกินหรือมากเกินอาจทำให้เกิดภาวะขาดแคลเซียมหรือสังกะสีได้


7. บะหมี่สำเร็จรูป บะหมี่สำเร็จรูปมีสารกัดบูด สารแต่งรสค่อนข้างสูง และมีคุณค่าทางอาหารต่ำ การกินบะหมี่สำเร็จรูปมากเกิน หรือบ่อยเกินอาจทำให้เสี่ยงต่อโรคขาดอาหารและการสะสมสารพิษได้


8. เมล็ดทานตะวัน เมล็ดทานตะวันมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูงทว่า... การกินมากเกินหรือบ่อยเกินอาจทำให้กระบวนการเคมี (metabolism) ในร่างกายผิดปกติ ทำให้เกิดการสะสมไขมันในตับภาวะไขมันในตับสูงอาจทำให้เสี่ยงต่อโรคตับ เช่น ตับแข็ง ฯลฯเพิ่มขึ้น


9. เต้าหู้หมัก เต้าหู้ยี้ กระบวนการหมักเต้าหู้อาจมีการปนเปื้อนเชื้อโรคได้ง่าย... ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อคนสูงอายุ หรือเด็กเล็กได้ นอกจากนี้กระบวนการผลิตยังทำให้เกิดไฮโดรเจนซัลไฟด์ซึ่งเป็นอันตรายต่อร่าง กาย


10. ผงชูรส คนเราไม่ควรกินผงชูรสเกินวันละ 6 กรัม หรือประมาณ 1 ช้อนชา... การกินผงชูรสมากเกิน หรือบ่อยเกิน ทำให้เกิดภาวะกรดกลูตามิกในเลือดสูงอาจทำให้ปวดหัว ใจสั่น คลื่นไส้และมีผลเสียต่ออวัยวะสืบพันธุ์

วันเสาร์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2553

“ขนมหวาน” ทานอย่างไร ไม่ให้ “อ้วน”



รู้ปริมาณแคลอรี
ก่อนกินควรอ่านปริมาณแคลอรีในขนม โดยดูจากฉลากแสดงข้อมูลโภชนาการข้างกล่อง หากเป็นไปได้ควรเลือกกิน หรือซื้อชนิดที่มีไขมันเป็นส่วนประกอบน้อยที่สุด

ลดแคลอรี
การตัดน้ำตาล ครีม ออกจากขนมก่อนกิน เช่น เกลี่ยน้ำตาลไอซิ่งที่โรยหน้าขนมปังออก หรือไม่ใส่กะทิในขนมหวาน จะลดพลังงานได้ถึง 81- 150 แคลอรี หรือเกลี่ยครีมหน้าขนมเค้กออก ลดพลังงานได้ถึง 160 แคลอรี

ควบคุมสัดส่วนการกิน
กินอย่างละนิดพอให้รู้รสชาติ เช่น คุกกี้ 1-2 ชิ้น เค้ก 1 ส่วน 4/ชิ้นเล็ก ไอศกรีม 1 ลูก คุณจะได้ชิมรสขนมทั้งหมดโดยได้แคลอรีเพียงครึ่งเดียว

ดื่มชาเขียว หรือกาแฟร้อนหลังมื้อขนม
กาเฟอีนจะช่วยกระตุ้นการเผาผลาญพลังงาน หากต้องการเพิ่มรสชาติให้ใส่น้ำตาลเทียมแทน 5 นาที หลังกินขนมหวานเสร็จอย่านั่งอยู่กับที่

ออกไปเดินเล่นรอบบ้านๆ ประมาณ 15 นาที
วิธีนี้นอกจากจะช่วยย่อยแล้ว ยังป้องกันไม่ให้ไขมันสะสมที่หน้าท้อง ต้นขา และสะโพกได้อีกด้วย

30 นาที หลังกินของหวาน 5 ชั่วโมง
ควรออกกำลังกายอย่างน้อย 30 นาที เพื่อกำจัดแป้งและน้ำตาลก่อนกลายเป็นไขมันสะสมตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย โดยก่อนและหลังออกกำลังกาย ควรดื่มชาเขียวร้อนหรือน้ำอุ่นเพื่อเสริมระบบเผาผลาญควบคู่ไปด้วย

งดแป้งและน้ำตาลในวันรุ่งขึ้น
มื้อเช้าและกลางวันเน้นผัก 80% โปรตีน 20% ส่วนมื้อเย็นให้กินผักผลไม้สดและดื่มน้ำเปล่าทั้งวัน


วันพุธที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2553


บันไดเลื่อน มีวิวัฒนาการ มากจาก สายพาน ที่เลื่อนไปได้ ไม่มีจบสิ้น ใช้สำหรับ นำสินค้า เลื่อนไปในโรงงาน ต่อมา มีการใช้สายพานนี้ วางเอียงๆ เป็นเครื่องพา นักท่องเที่ยว ขึ้นไปบน หน้าผา นั่นเป็นรูปแบบดั้งเดิม ของบันไดเลื่อน ที่ไม่มีขั้นบันได

สำหรับบันไดเลื่อน รูปแบบที่ใช้อยู่ ในปัจจุบันนั้น บันไดแต่ละขั้น จะยึดติดกัน และมี ล้อเลื่อนขึ้นลงได้ ไปตามรางใต้บันได ขั้นบันได จะเลื่อนไปสู่ ปลายด้านหนึ่ง ของบันไดเลื่อน โดยจะค่อยๆ ลดระดับลง จนสุดที่ ปลายบันไดเลื่อน พาผู้ใช้ ขึ้นไปถึง ที่พักบันได เพื่อเลื่อน กลับมา การทำงานของบันไดเลื่อน จะมีมอเตอร์ไฟฟ้า หมุนเฟืองอันใหญ่ ฉุดให้ขั้นบันได เคลื่อนที่ นอกจากนี้ ยังฉุดราวบันได ซึ่งเป็น สายพานวิ่งได้รอบ ให้เคลื่อนที่ตามด้วย สำหรับให้ ผู้ใช้บันไดเลื่อน ยึดจับได้มั่น

ความเร็วของบันไดเลื่อนนั้น ประมาณ ๔๐ ฟุตต่อนาที แม้ลิฟท์ จะขนคนขึ้นที่สูง ได้เร็วกว่า แต่บันไดเลื่อน ก็ยังเป็น สิ่งจำเป็นอยู่ดี เพราะ บันไดเลื่อน เคลื่อนที่อยู่ตลอดเวลา ทำให้ ขนย้าย จำนวนคน ได้มากกว่าลิฟท์ ในเวลาเท่ากัน

ห้างสรรพสินค้า ไทยไดมารู ราชประสงค์ เป็นผู้นำ บันไดเลื่อน ตัวแรก เข้ามาในเมืองไทย เปิดบริการเมื่อวันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๕๐๗ ปรากฏว่า ชาวกรุง แห่กันไป ใช้บันไดเลื่อน กันเนืองแน่น ยายของ "ซองคำถาม" เอง ยังอุตส่าห์ นั่งรถจาก นครปฐม มาขึ้น บันไดเลื่อน กับเขาด้วย ห้างสรรพสินค้า ไทยไดมารู ที่ติดตั้ง บันไดเลื่อนตัวแรกนี้ ตั้งอยู่ทางฝั่ง ศูนย์การค้า เวิร์ลเทรดปัจจุบัน ต่อมา ห้าง ย้ายไปอยู่ ฝั่งตรงข้าม ไม่ทราบว่า เขาย้ายบันไดเลื่อนตัวแรก ตามไปด้วยหรือไม่ ปัจจุบัน อาคารห้างสรรพสินค้า ไทยไดมารู ถูกทุบทิ้ง ไปนานหลายปีแล้ว

วันอังคารที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2553

อาหารช่วยบำรุงความจำ


พืชผักจำพวกหอมหัวใหญ่ พริก ขิง

มีสารสำคัญที่ช่วยเพิ่มเซลล์สมอง และกระตุ้นการหลั่งสารอะซีทิลโคลีน จึงช่วยให้ความจำดีขึ้น


ใบบัวบก


มีสารที่ช่วยกระตุ้นการเรียนรู้ของสมอง ทำให้สมองตอบสนองต่อสิ่งเร้าได้ดี สมาธิดี และความจำดีขึ้น


เนื้อสัตว์


มีสารทอรีน ที่พบเฉพาะในโปรตีนจากเนื้อสัตว์เท่านั้น ช่วยบำรุงสมอง


ปลาทะเล


มีโอเมก้า 3 ช่วยให้เซลล์ประสาททำงานได้อย่างเป็นปกติ ลดการเกิดพลัค (plaque) ในสมองและป้องกันอัลไซเมอร์ได้


ธัญพืช


มีกรดโฟลิก วิตามินบี 12 และวิตามินบี 6 เช่น ซีเรียลธัญพืช รำข้าว หรือข้าวซ้อมมือ อาหารเหล่านี้จะช่วยในเรื่องความจำได้เป็นอย่างดี


มะเขือเทศ


มีไลโคพีน สารแอนตี้ออกซิแดนท์ที่ช่วยป้องกันเซลล์จากการถูกทำลายของอนุมูลอิสระ ซึ่งพบในอาการของโรควิกลจริตและอัลไซเมอร์


บร็อกโคลี


เป็นแหล่งรวมของวิตามินเค ที่ช่วยในการเพิ่มศักยภาพในการเรียนรู้ และช่วยเพิ่มความสามารถในการจำ

ถั่ว ผักใบเขียว ไข่ ข้าวซ้อมมือ

มีวิตามินอีช่วยในการป้องกันความจำเสื่อม


เมล็ดฟักทอง


มีสังกะสีที่มีความสำคัญในการช่วยเพิ่มความทรงจำ ถ้ารับประทานเมล็ดฟักทองวันละ 1 กำมือ จะทำให้ได้รับสังกะสีเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย

นอกจากอาหารที่แนะนำมาแล้วนั้น ยังมีผลการศึกษาวิจัยใหม่ๆ จากนักประสาทวิทยา สหรัฐฯ พบว่า สารเคมีในช็อกโกแลต ชา องุ่น และผลบลูเบอรี ช่วยบำรุงความจำได้ โดยช่วยให้เลือดลมในสมองเดินดีขึ้น และหากออกกำลังเพิ่มด้วยแล้วก็จะยิ่งช่วยให้สมองทำงานได้ดียิ่งขึ้น

วันศุกร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ฝาแฝดอายุมากที่สุดในโลก


ลิลลี่ มิลวาร์ด และ เอน่า พูฟ คุณย่าฝาแฝดวัยย่าง 101 ปี ได้รับการจดบันทึกจากกินเนสส์เวิลด์เรคคอร์ด ให้เป็นฝาแฝดที่อายุมากที่สุดในโลก

โดย ลิลลี่ มิลวาร์ด และ เอน่า พูฟ เกิดเมื่อวันที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2453 ในมิดเวลส์ ประเทศอังกฤษ เติบโตมาด้วยกันและสนิทกันราวกับเป็นคน ๆ เดียวกันมาตลอด และมักจะไปไหนมาไหนด้วยกันเสมอ เฉกเช่นฝาแฝดทั่ว ๆ ไป แต่พิเศษตรงที่คุณย่าทั้งสองมีอายุยืน และยังคงอยู่ด้วยกันมากว่า 100 ปี

คุณย่าทั้งสองได้เปิดเผยว่า พวกเธอเติบโตขึ้นมาด้วยกันในครอบครัวชาวไร่ และใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันทั้งวันในฟาร์มที่บ้าน ก่อนจะใช้ชีวิตช่วงหนึ่งกับครอบครัวของแต่ละคน และยังคงไปมาหาสู่กันบ่อยมาก ๆ ก่อนที่จะกลับมาใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันแบบตลอดเวลาอีกครั้งหลังจากที่สามีของ ทั้งคู่เสียชีวิตไปเมื่อ 20 กว่าปีก่อน โดยพวกเธอมีลูกรวมกันทั้งหมด 10 คน คือ ลูกของคุณย่าลิลลี่ 7 คน และคุณย่าเอน่าอีก 3 คน ส่วนเคล็ดลับอายุยืนนั้น พวกเธอบอกว่าพวกเธอพยายามหัวเราะ และมองทุก ๆ อย่างเป็นเรื่องดี ๆ ที่ตลก และสนุกสนานทุก ๆ วัน จึงมีอายุยืนได้ถึงวันนี้ และทุกวันนี้ก็ยังคงมีสุขภาพดีเหมือนเดิม

ด้าน ไดแอน โพเวล วัย 64 ปี ลูกสาวของคุณย่าลิลลี่ ได้เปิดเผยว่า แม่และฝาแฝดของแม่สนิทกันมาก และทุกวันนี้ก็ยังคงเป็นแบบนั้นอยู่ ขณะที่คุณย่าเองก็บอกว่า รู้สึกโชคดีที่คุณย่ายังมีชีวิตอยู่ด้วยกัน และยังแข็งแรงอย่างทุกวันนี

วันพฤหัสบดีที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2553

วันรัฐธรรมนูญ


รัฐธรรมนูญ หมายถึง กฎหมายว่าด้วยระเบียบการปกครองประเทศ

วันรัฐธรรมนูญ วันที่ ๑๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๕ เป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานรัฐธรรมนูญราชอาณาจักรสยาม ฉบับถาวร เพื่อเป็นหลักในการปกครองของประเทศให้แก่ประชาชนชาวไทย

การเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๕ นับว่ามีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในประวัติศาสตร์การปก ครองของชาติไทย เนื่องจากเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบประชาธิปไตย โดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญอ ันเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ

สาเหตุที่เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง

๑. พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ แห่งราชวงศ์จักรีทรงมีพระราชประสงค์ที่จะพระราชทานรั ฐธรรมนูญ เพื่อเป็นหลักในการปกครองของประเทศให้แก่ประชาชนชาวไ ทย

๒. หลังสงครามโลกครั้งที่ ๑ เศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก ผลอันนี้ได้กระทบมาถึงไทยด้วย พระองค์ได้แก้ไขเศรษฐกิจโดยปลดข้าราชการออก ยังความไม่พอใจในหมู่ข้าราชการ

๓. อิทธิพลจากตะวันตกเกี่ยวกับอุดมการทางการเมือง ทำให้กลุ่มคนหนุ่มต้องการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน

๔. รัฐบาลได้ออกกฏหมายเก็บภาษี อาทิ ภาษีโรงเรือน ภาษีที่ดิน จากราษฎร

จากสาเหตุดังกล่าวข้างต้น ทำให้เกิดความไม่พอใจในหมู่ข้าราชการทหาร และราษฎรทั่วไปจึงทำให้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง โดยการปฏิวัติ มีคณะผู้รักษาการพระนครฝ่ายทหาร ซึ่งประกอบด้วยพันเอก พระยาพหลพยุหเสนา พันเอกพระยาทรงสุรเดช และพันเอกพระฤทธิอาคเนย์ เป็นผู้บริหารประเทศ

วันที่ ๒๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๕ ได้มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราวเรียกว่า "พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว" สาระสำคัญของธรรมนูญการปกครองฉบับนี้ได้แก่ การที่กำหนดว่าอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศหรืออำนาจอธิปไตยเป็นของราษฎรทั้งหลาย การใช้อำนาจสูงสุดก็ให้มีบุคคลคณะบุคคลเป็นผู้ใช้อำนาจแทนราษฎรดังนี้ คือ

๑. พระมหากษัตริย์

๒. สภาผู้แทนราษฎร

๓. คณะกรรมการราษฎร

๔. ศาล

ลักษณะการปกครองแม้จะเปลี่ยนระบอบการปกครองมาเป็นประ ชาธิปไตยแต่ก็ถือว่าพระมหากษัตริย์เป็นประมุขของประเทศ เป็นสถาบันที่ถาวรและมีการสืบราชสมบัติต่อไปในพระราช วงศ์ การปฏิบัติราชการต่างๆ จะต้องมีกรรมการราษฎรผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ โดยได้รับความยินยอมจากคณะกรรมการราษฎรจึงจะใช้ได้ สถาบันที่เกิดใหม่คือ สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีอำนาจทางนิติบัญญัติออกกฎหมายต่างๆ ซึ่งเมื่อพระมหากษัตริย์ลงพระปรมาภิไธยประกาศใช้แล้ว จึงมีผลบังคับได้ เหตุนี้ในระยะแรกของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง สภาผู้แทนจึงเป็นสถาบันที่มีอำนาจสูงสุดในทางการเมือ ง ส่วนการใช้อำนาจตุลาการยังคงให้ศาลยุติธรรมที่มีอยู่ แล้วพิจารณาพิพากษาคดีให้เป็นไปตามกฎหมายได้ตามเดิม

กระทั่งถึง วันที่ ๑๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๕ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานรัฐธรรมนูญราชอาณาจักรสยาม ฉบับถาวร ซึ่งมีหลักการต่างกับฉบับแรกในวาระสำคัญหลายประการ อาทิได้เปลี่ยนระบอบการปกครองเป็นการปกครองแบบรัฐสภา ทั้งนี้เนื่องจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ.๒๔๗๕ ได้บัญญัติให้พระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นประมุขไม่ต้องรับผิดชอบทางการเมืองเป็นผู้ใช ้อำนาจทางคณะรัฐมนตรี ซึ่งพระมหากษัตริย์ ทรงแต่งตั้งให้บริหารราชการแผ่นดิน แต่คณะรัฐมนตรีจะต้องรับผิดชอบในการบริหารราชการแผ่น ดินต่อสภาผู้แทน รัฐสภาซึ่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติมิได้ใช้แต่เพียงอำนาจ นิติบัญญัติเท่านั้น แต่มีอำนาจที่จะควบคุมคณะรัฐมนตรีในการบริหารแผ่นดิน ด้วย แต่อย่างไรก็ตาม คณะรัฐมนตรีรวมทั้งพระมหากษัตริย์ซึ่งประกอบกันเป็นร ัฐบาลก็มีอำนาจที่จะยุบสภาผู้แทนได้ หากเห็นว่าได้ดำเนินการไปในทางที่จะเป็นภัยหรือเสื่อ มเสียผลประโยชน์สำคัญของรัฐที่มีผลเท่ากับถอดถอนสมาช ิกสภาที่ได้รับเลือกตั้งมาเพื่อให้ราษฎรเลือกตั้งใหม่่ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์นั้นได้บัญญัติ ว่าพระมหากษัตริย์ดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้

" เพราะเหตุนี้นี่เอง ทางราชการจึงกำหนด วันที่ ๑๐ ธันวาคมของทุกปี เป็นวันรัฐธรรมนูญ "

รัฐธรรมนูญ ฉบับแรกของโลก!!!

รัฐธรรมนูญมีประวัติมายาวนาน แต่มีหลักฐานชัดเจนในประเทศอังกฤษ สมัยพระเจ้าจอห์น ซึ่งเป็นกษัตริย์ที่โหดร้าย และใช้อำนาจอย่างไม่มีขอบเขต ในวันที่ 15 มิถุนายน ค.ศ. 1215 ขุนนางและพระราชาคณะจำนวน 25 คน ได้บังคับให้พระเจ้าจอห์นลงนามในเอกสารที่เรียกว่า "มหาบัตร" (The Great Charter, Magna Carta) ซึ่งเป็นสัญญาระหร่างพระมหากษัตริย์กับขุนนางและพระ โดยในมหาบัตรได้กำหนด ถึงองค์การ และอำนาจของสภาใหญ่ (Magnum Concillium) และกำหนดว่าพระมหากษัตริย์จะเก็บภาษีบางอย่างตามที่กำหนดไว้ โดยมิได้รับความเห็นชอบจากสภาใหญ่มิได้ จะจับกุมคุมขังบุคคลได้ก็ต่อเมื่อ มีคำพิพากษาที่ชอบด้วยกฎหมาย มหาบัตรนี้ นักกฎหมายบางท่านเห็นว่า เป็นกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับแรก


ต่อมาในปี ค.ศ. 1776 สหรัฐอเมริกาได้ประกาศอิสรภาพ จากการเป็นดินแดนอาณานิคมของอังกฤษ และในปี ค.ศ.1789 ได้มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งสหรัฐ (The Constitution of United States) รัฐธรรมนูญนี้ได้มีการวางกฎเกณฑ์ในการปกครองประเทศ อำนาจและหน้าที่ขององค์กรปกครองต่างๆ ในประเทศอย่างเป็นระเบียบ โดยมีการแยกองค์กรการปกครองประเทศออกเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และฝ่ายตุลาการ ซึ่งรู้จักกันในนาม "หลักการแบ่งแยกอำนาจ" (Seperation of Power) มีการบัญญัติให้รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด และยอมรับอำนาจสูงสุดของประชาชนชาวสหรัฐอเมริกา โดยเรียกว่า "อำนาจอธิปไตย" (Sovereignty) การจัดทำรัฐธรรมนูญของสหรัฐฯนี้ เป็นต้นแบบให้ประเทศต่างๆ เอาเป็นแบบอย่าง ไม่ว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ สเปน เป็นต้น นอกจากนั้น รัฐธรรมนูญสหรัฐอเมริกายังเป็นการนำเอาแนวคิดของ นักปรัชญาที่ถกเถียงกันอย่างเป็นนามธรรมมาบัญญัติ ไว้อย่างเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นการแบ่งแยกอำนาจ หลักอำนาจอธิปไตย หลักสัญญาประชาคม ด้วยเหตุนี้เอง นักกฎหมายบางท่านจึงเห็นว่า รัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกา เป็นรัฐธรรมนูญอันเป็นลายลักษณ์อักษรฉบับแรกของโลก และเป็นอนุสาวรีย์แห่งกฎหมายมหาชน

วันพุธที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2553

เห็ดมีประโยชน์


เห็ดนางฟ้า

เห็นชนิดนี้สามารถเพาะได้บนขอนไม้ผุและขี้เลื่อยที่มีความชื้นสูง เมื่อนำมาปรุงอาหารจะให้รสค่อนข้างอ่อน และไม่ค่อยมีกลิ่น จึงเหมาะกับผู้ที่เริ่มหันมากินเห็ด เพราะหลายคนมีปัญหาในการกินเห็ดบางชนิดที่มีกิล่นและรสเฉพาะตัว เห็ดชนิดนี้มีปริมาณโปรตีนและเส้นใยอาหารสูงจึงเหมาะกับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก ผู้ป่วยในระยะพักฟื้นหรือหลังผ่าตัด จุดเด่นอีกข้อหนึ่งคือ ช่วยลดคอเลสเตอรอล จึงเป็นขวัญใจของผู้ที่มีปัญหาหลอดเลือดเปราะและมีไขมันในเลือดสูง

จานอร่อย : นำเห็ดนางฟ้ามาฉีกเป็นเส้นยาวๆ ลวกน้ำร้อนให้สุกพักไว้ให้สะเด็ดน้ำ นำมายำด้วยการคลุกกับน้ำยำที่ปรุงจากน้ำมะนาว พริกสด น้ำปลา และน้ำตาลเล็กน้อย ใส่ผักสด เช่น หอมหัวใหญ่ ต้นหอม สะระแหน่ มะเขือเทศ ตักใส่จานรองด้วย ผักกาดหอม ถ้าจะให้อร่อยยิ่งขึ้นสามารถเพิ่มเห็ดชนิดอื่นๆ ได้


เห็ดหูหนู

เป็นเห็ดที่มีรสอ่อนแต่โดดเด่นด้วยความลื่น และเคี้ยวแล้วรู้สึกกรุบกรอบนิดๆ คล้ายสาหร่ายทะเล มีสาร "อะดีโนซีน" ซึ่งมีคุณสมบัติลดความข้นเหนียวของเลือดเหมือนที่พบในกระเทียมและหอมหัวใหญ่ ลดความเสี่ยงของภาวะเส้นเลือดอุดตันตามหลอดเลือดสมองและหัวใจ จึงเหมาะสำหรับผู้ที่สูงอายุและผู้ที่มีภาวะเสี่ยงต่อโรคดังกล่าว

จานอร่อย : ขอแนะนำก๋วยเตี๋ยวสารพัดเห็ดค่ะ วิธีการก็ง่ายนิดเดียว เพียงลวกเส้นก๋วยเตี๋ยว ผัก เต้าหู้ เห็ดหูหนู และเห็ดอื่นๆ ที่คุณชอบอีก 2-3 ชนิด ตักใส่ชามปรุงรสตามชอบ เติมพริกไทย ต้นหอม ผักชี และกระเทียมเจียวโรยหน้าเล็กน้อย สุดท้ายเติมน้ำซุปเท่านี้ก็เรียบร้อย

เห็ดชิตาเกะ

เห็ดชนิดนี้เติบโตได้ดีบนขอนไม้ที่ได้จากไม้เนื้อแข็ง คุณสมบัติเด่นคือ ช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน เหมาะกับผู้ที่ป่วยเป็นโรคหวัดและไข้หวัดใหญ่ เพราะในเห็ดชิตาเกะมีสารที่เป็นประโยชน์ในการต่อต้านแบคทีเรียและไวรัส นอกจากนี้สาวๆ ที่ต้องการคงความอ่อนเยาว์ให้กับผิวพรรณไม่ควรพลาด เนื่องจากเห็ดนี้มีสารต้านอนุมูลอิสระ จึงช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ได้

จานอร่อย : เห็ดซิตาเกะ เมื่อนำไปต้มน้ำซุปจะให้รสหวานอ่อนๆ เข้ากันได้ดีกับฟักเขียวหรือหัวไชเท้าและไก่ อย่าลืมเพิ่มเก๋ากี้ สมุนไพรจีนเม็ดแห้งสีแดง ที่มีสรรพคุณบำรุงสายตา บำรุงไต บำรุงปอด แก้อ่อนเพลียได้


เห็ดไมตาเกะ

รู้จักกันในฉายา "แม่ไก่แห่งป่า" เนื่องจากเห็ดชนิดนี้มีรูปร่างคล้ายขนนกสีน้ำตาลรวมกันเป็นกลุ่มขนาดย่อมๆ เจริญเติบโตได้ดีในช่วงฤดูหนาว ดังนั้นหากต้องการกินเห็ดที่สดใหม่จึงต้องรอช่วงปลายปี นอกเหนือจากนั้นจะเป็นเห็ดที่แช่เย็นเอาไว้ คุณค่าที่ได้ก็จะลดลงไปตามส่วน เหมาะสำหรับผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และมะเร็ง หรือเนื้องอก เนื่องจากมีสารที่ช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ลดความดันโลหิตและการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อที่ผิดปกติ

จานอร่อย : ด้วยกลิ่นและรสชาติที่มีเอกลักษณ์ของเห็ดไมตาเกะ เราขอแนะนำให้ปรุงเป็นอาหารนึ่งไอน้ำ เช่น ตุ๋นกับเต้าหู้ถั่วเหลืองชนิดอ่อน ปรุงรสเล็กน้อยด้วยเต้าเจี้ยว เพิ่มความหอมด้วยขึ้นฉ่ายต้นหอม และขิงหั่นฝอย กินเป็นอาหารเช้ากับข้าวสวยร้อนๆ


เห็ดกระดุม

เห็ดยอดนิยมที่พ่อครัวทั่วโลกนำมาปรุงเป็นอาหารขึ้นโต๊ะอยู่เป็นประจำ ที่คุ้นเคยมากที่สุดคือนำมาปรุงเป็นเครื่องโรยหน้าพิซซ่าของโปรดของใครหลายคน เห็ดชนิดนี้มีสีขาวและมีรสอ่อนย่อยง่าย เหมาะกับผู้มีปัญหาเกี่ยวกับระบบย่อยอาหาร คุณสมบัติที่โดดเด่นอีกข้อหนึ่งคือ ช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันป้องกันการเกิดเนื้อร้าย

จานอร่อย : นอกจากนำมาโรยปรุงเป็นหน้าพิซซ่าได้แล้ว เห็ดกระดุมยังเหมาะกับการนำมาปรุงในอาหารจำพวกผัดที่ใช้ไฟแรงเลือกผักที่คุณชอบ เช่น แครอท พริกหวาน กะหล่ำปลี หอมหัวใหญ่ หั่นเป็นชิ้นพอคำพักไว้ก่อน นำกระทะมาตั้งไฟใส่น้ำมันเล็กน้อย ใส่เห็ดกระดุมหั่นบางๆ ผัดกับกระเทียมให้หอม จากนั้นใส่ผักที่เตรียมไว้ปรุงรสด้วยซอสถั่วเหลืองและซีอิ๊วขาว

วันจันทร์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

คิดยังไงให้เป็น "คนเก่ง"

หลายๆ ครั้งที่ได้เห็นคนเก่งๆ หรือคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ พูดถึงแรงบันดาลใจในการคิดการทำสิ่งต่างๆ แล้วรู้สึกทึ่งในแนวความคิดที่แตกต่างจนทำให้สิ่งที่ทำนั้นประสบความสำเร็จ และกลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับใครต่อใครอีกหลายๆ คน

สิ่งที่น่าสนใจคือ พวกเขาเหล่านั้นมีพื้นฐานความคิดยังไง และมีวิธีคิดยังไงให้เกิดความแตกต่างและประสบความสำเร็จได้ ... ถ้าคุณอยากเป็นคนเก่งและมีความคิดที่สร้างสรรค์ล่ะก็ วันนี้เรามีวิธีคิดที่จะทำให้คุณ เป็นคนเก่งได้มาฝากกันค่ะ

คิดบวกและเชื่อมั่นในความคิดตัวเอง
การมองโลกในแง่ดี และตั้งใจทำทุกอย่างอย่างเต็มที่ ด้วยความสดใสเบิกบานกับชีวิต และกระตือรือล้นกับสิ่งใหม่ๆ จะทำให้เราพร้อมที่จะยอมรับกับเหตุการณ์ผ่านเข้ามาในชีวิตอย่างมั่นใจ และเชื่อว่าเราจะผ่านมันไปได้ด้วยดี

ความผิดพลาดคือครูของเรา
เราจะต้องรู้จักเปิดใจ และมองทุกอย่างตามความเป็นจริง ต้องรู้จักกลับมาคิดทบทวนว่าความผิดพลาดที่เกิดขึ้นกับเรานั้น เกิดจากจุดไหนบ้าง เพื่อที่จะสามารถเริ่มต้นใหม่ได้ดีกว่าเดิม และไม่ผิดพลาดในจุดเดิม

อย่าทิ้งสิ่งที่ฝัน
ท่องจำให้ขึ้นใจว่าถ้าหากคิดจะทำอะไรต้องทำให้สำเร็จ ต้องสร้างแรงผลักดันให้ตัวเองทำตามความฝันของตัวเองให้สำเร็จให้ได้

มีไอดอลในหัวใจ
การมีไอดอลจะทำให้เรามีแรงบันดาลใจและมีแนวทางในการคิด การทำสิ่งต่างๆ และนำจุดเด่นในตัวของไอดอลของเรามาเป็นแรงผลักดันให้เราทำตามความฝันได้

วันอาทิตย์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553


วันที่ 23 ตุลาคม 2553 ถือเป็นวันสำคัญและเป็นปีที่พสกนิกรชาวไทยทั่วประเทศพร้อมใจกันรำลึก 100 ปี แห่งการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ที่ปวงชนชาวไทยต่างถวายพระนามพระ องค์ว่า “พระปิยมหาราช” อันหมายถึงพระราชาผู้เป็น ที่รักของประชาชน

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่ง ใหญ่ต่อปวงชนชาวไทย ทรงให้อิสรภาพแก่ประชาชนผู้ทนทุกข์ ยากแค้นลำเค็ญ โดยมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เลิกทาส และด้วยสายพระเนตรอันยาวไกล พระองค์ทรงนำเทคโนโลยีสมัยใหม่พร้อมสาธารณูปโภคนานัปการ อาทิ รถไฟ ไฟฟ้า และกิจการประปา ซึ่งเป็นสาธารณูปโภคที่จำเป็นในการดำรงชีวิต และเป็นการยกระดับมาตรฐานการดำรงชีวิตให้ทัดเทียมนานาอารยประเทศมาใช้ ทำให้ชาวต่างชาติ ซึ่งแต่เดิมจะไม่พำนักอยู่ในประเทศไทยนานนัก เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจที่ได้รับมอบหมายก็จะเดินทางกลับทันที เนื่องจากความเป็นอยู่ไม่สะดวกสบายเหมือนในบ้านเมืองเขา โดยเฉพาะน้ำดื่ม น้ำใช้ไม่สะอาดพอ เพราะใช้น้ำจากแม่น้ำ ลำคลอง ทำให้เจ็บป่วยได้ง่าย เมื่อมีไฟฟ้า น้ำประปาแล้ว ชาวต่างประเทศก็เดินทางเข้ามาติดต่อทำการค้ากันมากขึ้น ประเทศไทยหรือประเทศสยามในเวลานั้น จึงเจริญรุ่งเรืองอย่างรวดเร็ว


กิจการประปาเป็นพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ด้วยพระองค์เสด็จประพาส ต่างประเทศทั้งยุโรป รัสเซีย สเปน อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ ซึ่งประเทศเหล่านี้มีน้ำประปาใช้แล้ว ส่วนใหญ่กิจการประปาจะเป็นของเอกชน เมื่อพระองค์สนพระราชหฤทัย และมีพระราชดำริ ที่จะจัดสร้างระบบประปา ในกรุงเทพฯ ได้มีฝรั่งชาว ต่างชาติหลายรายเสนอตัวที่จะเป็นผู้ลงทุนผลิตน้ำประปาเพื่อจำหน่ายในเขตพระ นคร โดยอ้างว่าจะได้ไม่เปลืองงบประมาณแผ่นดิน และค่าน้ำก็จะคิดในอัตราหนึ่ง และจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นไม่เกินลูกบาศก์เมตรละหกสลึง (1.50 บาท) แต่เมื่อพระองค์ ทรงไตร่ตรอง และหารือกับ บรรดาเหล่าเสนาบดีแล้ว พระองค์ทรงเกรงว่าหากให้เอกชนต่างชาติรับไปดำเนินการเสียแล้ว ประชาชนคนไทยผู้ใช้บริการอาจได้รับความ เดือดร้อนจากการขึ้นค่าน้ำ ของฝรั่งก็เป็นได้ จึงได้ตัดสิน พระทัยให้กรมสุขาภิบาลเป็น ผู้ดำเนินการจัดหาน้ำสะอาดมาใช้ในพระนคร โดย พระองค์ พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนหนึ่งเป็นทุนประเดิม และเอกชนได้ร่วมสมทบ เป็นเงินลงทุนทั้งสิ้นประมาณ 4 ล้านบาทเศษในสมัยนั้น

กิจการประปาเริ่มปรากฏเป็นรูปเป็นร่างในปี 2452 ตั้งแต่มีการจัดซื้อที่ดินสำหรับสร้างโรงกรองสามเสน (ปัจจุบันคือโรงงานผลิตน้ำสามเสน) ขุดคลองส่งน้ำจากบริเวณคลองเชียงรากมาถึงโรงกรองสามเสน การขุดฝังวางท่อจ่ายน้ำทั่วพระนคร สร้างถังสูงสำหรับช่วยเพิ่มแรงดันในการส่งน้ำไปบริการ ประชาชน (ถังสูง 2 ใบนี้ ยังคงอยู่ที่สี่แยกแม้นศรี ถนน บำรุงเมือง กทม.)

เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2457 พระบาทสมเด็จพระ มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จฯทรงเป็นประธานเปิดกิจการ “การประปากรุงเทพฯ” ด้วยพระองค์เอง อันมีเจ้าพระยายมราช เสนาบดีกระทรวงนครบาล เป็นผู้กล่าวรายงาน และพระบาทสมเด็จพระ มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสตอบ ตอนหนึ่งว่า “การใหญ่ของการประปาอันเป็นของค้างมาครั้งรัชกาลแห่งสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง ได้มาทำสำเร็จไปโดยเร็วใน รัชสมัยของเราเช่นนี้ เป็นเครื่องเชิดชูเกียรติเรา ใน การที่มีของสำคัญขึ้นสำหรับพระนครและเป็นการสมควรอยู่แล้วที่จะต้องแสดงให้ ปรากฏว่าการนี้ สมเด็จพระบรมชนกนารถของเราเป็นผู้ ริเริ่มดำริ กับสมควรนับเป็นอนุสาวรีย์ของพระองค์ส่วนหนึ่งได้เหมือนกัน” และอีกตอนหนึ่งว่า “ขอน้ำใสอันจะหลั่งไหลจากประปานี้ จงเป็นเครื่องประหารสรรพโรคร้าย ที่จะเบียดเบียนให้ร้ายแก่ประชาชนผู้เป็นพสกนิกร ของเรา” นี่คือที่มาของ “น้ำประปาดื่มได้” ดื่มแล้ว ปลอดภัยไร้โรคา พยาธิ นับ ตั้งแต่เริ่มเปิดกิจการมาจนถึง ทุกวันนี้

ในสมัยนั้น กรุงเทพฯ มีประชากรเพียง 330,000 คน อาศัยอยู่ฝั่งกรุงเทพฯ 280,000 คน อยู่ฝั่งธนบุรี 50,000 คน เมื่อเปิดกิจการระยะแรกมีผู้ใช้น้ำเพียง 400 คน แล้วค่อย ๆ เพิ่มขึ้นเป็น 3,000 คน ในปี 2465 อัตราค่าน้ำ 25 สตางค์ต่อลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) ผลิตน้ำวันละ 10,000 ลบ.ม. และสูงสุด 13,000 ลบ.ม. ในช่วงฤดูแล้ง ในด้านคุณภาพน้ำ จะมีเจ้าหน้าที่สุขาภิบาลมาตรวจคุณภาพน้ำประปา โดยตรวจแบคทีเรียทุกวัน ตรวจด้านเคมีทุกเดือน (ตั้งแต่ปี 2464) ปรากฏว่าไม่พบแบคทีเรีย และปลอดภัยจากสารพิษ จึงกล่าวได้ว่าประเทศไทยเรามีน้ำประปาที่สะอาดได้มาตรฐานเช่นเดียวกับนานา อารยประเทศ ยืนยันได้จากข้อเขียนของ Mr.Fernand Didier วิศวกรชาวฝรั่งเศส ที่ได้เข้ามาทำงานในประเทศไทยสมัยรัชกาลที่ 5 และเป็นผู้บริหารกิจการประปากรุงเทพฯ ในยุคแรก เขาเขียนระบุในหนังสือ The Bangkok Water Supply Descrip- tion Of The Works For Supplying The Siamese Capital With Portable Water ว่า “น้ำประปา กรุงเทพฯ เป็นน้ำสะอาด ไม่แพ้เมืองใด ๆ ในโลก”

หลังจากปี 2529 เป็นต้นมา กิจการประปาสามารถพัฒนาและดำเนินงานก้าวหน้าไปตามโครงการแผนหลักอย่างต่อ เนื่อง มีการขยายกำลังการผลิตและจ่ายน้ำที่เป็นไปตามแผน สามารถเพิ่มผู้ใช้น้ำได้ถึงปีละ 8-9% ทุกปี ในขณะเดียวกัน การประปานครหลวงได้เริ่มจัดทำโครงการประปา ฝั่งตะวันตกเมื่อปี 2530 เพื่อ รองรับการใช้น้ำที่เพิ่มขึ้น ของชุมชนทางด้านฝั่งธนบุรีและนนทบุรี และประการสำคัญเพื่อจัดหาแหล่งน้ำดิบแห่งใหม่สำรองจากแม่น้ำเจ้าพระยาที่มี อยู่เพียงแห่งเดียวและปริมาณน้ำเริ่มไม่เพียงพอต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้น จึงได้ก่อสร้างโรงกรองน้ำมหาสวัสดิ์ และขุดคลองประปาสายใหม่ ขึ้นเพื่อรับน้ำจากแม่น้ำแม่กลองในจังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งมีปริมาณน้ำมากและมีคุณภาพดีในระยะแรกได้ขุดคลองประปาสายใหม่ไปถึงแม่ น้ำท่าจีนและขุดต่อไปยังจังหวัดกาญจนบุรีรวมความยาว 106 กม. แล้วเสร็จเมื่อปี 2545

วันเวลาล่วงเลยมา 96 ปี วันนี้การประปากรุงเทพฯ ภายใต้ชื่อใหม่ว่า การประปานครหลวง ยังคงปฏิบัติภารกิจที่สืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ไม่เคยเปลี่ยน นั่นคือ ผลิต น้ำสะอาดเพื่อการอุปโภคและบริโภค สำหรับประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และ ปริมณฑล ในปริมาณที่เพียง พอและทั่วถึง ปัจจุบันการ ประปานครหลวงมีลูกค้าเกือบ 2,000,000 ราย (คิดเป็นผู้ ใช้น้ำประมาณ 10,000,000 คน) ผลิตน้ำจ่ายวันละกว่า 5,000,000 ลบ.ม.


ในโอกาสครบรอบ 96 ปี กิจการประปากรุงเทพฯ วันที่ 14 พฤศจิกายน 2553 นี้ การประปานครหลวงได้จัดกิจกรรม “วันประปาเพื่อประชาชน” เพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงล้นเกล้าทั้งสองพระองค์ โดยพนักงานและลูกจ้างกว่า 3,000 คน ร่วมใจกันออกให้บริการประชาชน อาทิ รับคำร้อง ยกย้ายมิเตอร์ บริการตรวจ ซ่อมท่อแตกรั่วภาย ในบ้าน ทุกกิจกรรมที่บริการประชาชน ในวันนั้น ฟรี! เพราะเป็น “วันประปาเพื่อประชาชน” ดั่งพระราชประสงค์ของ ล้นเกล้าทั้งสองพระองค์ ผู้ พระราชทานความสุขให้กับ ปวงชนชาวไทยมาจวบจน ทุกวันนี้

วันพุธที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ประวัติหม้อหุงข้าว





หม้อหุงข้าว เป็นอุปกรณ์ใช้สำหรับหุงข้าว เกิดขึ้นที่ประเทศญี่ปุ่น หม้อหุงข้าวที่เก่าแก่ที่สุด เรียกว่า คามาโดะ มีมาตั้งแต่ยุคสมัยโคฟุน ค.ศ. 300-710 คามาโดะเป็นเตาดินเสริมด้วยอิฐหักเพื่อเพิ่มความแข็งแรงและทนทานต่อความร้อน ใช้ฟืนในการหุงต้ม นอกจากใช้หุงข้าวแล้วก็ยังนำมาต้มซุปถั่ว แต่เคลื่อนย้ายไม่ได้ ต่อมาสมัยนารา-เฮอัน ราวปี ค.ศ.710-794 หม้อหุงข้าวพัฒนามาเป็น โอกิ-คามาโดะ สร้างขึ้นให้ใช้งานกลางแจ้ง และมีภาชนะแยกส่วนสำหรับบรรจุอาหารที่เรียกว่าฮากามะ สำหรับหย่อนลงในหลุมที่ด้านล่างมีกองฟืนสำหรับหุงต้ม ภายหลังมีการประดิษฐ์ภาชนะบรรจุข้าวสำหรับหุงโดยเฉพาะ มีลักษณะเป็นทรงรีทำด้วยโลหะ เรียกว่า โอกามา เรียกหม้อหุงข้าวชนิดนี้ว่า มูชิ-คามาโดะ


เริ่มมีการทดลองผลิตหม้อหุงข้าวไฟฟ้าเป็นครั้งแรก ในช่วงปลายยุคสมัยไตโช กลางทศวรรษ 1920 ต่อมาปลายทศวรรษ 1940 บริษัทมิตซูบิชิ อิเลคทริก ผลิตหม้อหุงข้าวที่มีหม้อและขดลวดนำความร้อนอยู่ภายใน ซึ่งเป็นรูปแบบที่ใกล้เคียงที่สุดกับหม้อหุงข้าวในปัจจุบัน แต่ก็ยังไม่สะดวกสบายนัก ยังไม่มีระบบอัตโนมัติ ภายหลังบริษัทมัตซูชิตะและโซนี่ผลิตหม้อหุงข้าวออกจำหน่าย แต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ


ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่สตรีญี่ปุ่นต้องใช้แรงงานในการสงครามด้วย ความสะดวกรวดเร็วและประหยัดเวลาในการหุงข้าวจึงจำเป็นอย่างยิ่ง ในวันที่ 10 ธันวาคม 1956 บริษัทโตชิบานำหม้อหุงข้าวอัตโนมัติออกวางจำหน่าย 700 ใบ ประสบความสำเร็จมาก โตชิบาเริ่มผลิตหม้อหุงข้าวอีก 200,000 ใบ ในเวลาเพียง 1 เดือน อีก 4 ปี ต่อมาหม้อหุงข้าวเริ่มแพร่หลายไปเกือบครึ่งประเทศ หม้อหุงข้าวของโตชิบานี้ใช้เวลาเพียง 20 นาที มี 2 ชั้น ชั้นนอกสำหรับบรรจุน้ำ ส่วนชั้นในสำหรับบรรจุข้าว รูปแบบนี้ใช้อยู่นานถึง 9 ปี จึงเปลี่ยนพัฒนามาเป็นหม้อหุงข้าวในยุคปัจจุบัน

วันพฤหัสบดีที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

อาหารต้องห้าม ขณะท้องว่าง

อาหารต้องห้ามอย่างที่ 1 คือ นมและนมถั่วเหลือง


เพราะนมที่อุดมไปด้วยโปรตีนจะเกิดประสิทธิภาพมาก เมื่อกระเพาะอาหารมีสารอาหารประเภทแป้งอยู่ด้วย



อาหารต้องห้ามอย่างที่ 2 คือ กล้วย

เพราะกล้วยอุดมไปด้วยธาตุแมกนีเซียม การรับประทานกล้วยขณะท้องว่าง จะทำให้ปริมาณแมกนีเซียมในเลือดเพิ่มสูงขึ้น ทำให้สูญเสียสัดส่วนของแคลเซียมและแมกนีเซียมไป เป็นการยับยั้งการทำงานของหลอดเลือดหัวใจ




อาหารต้องห้ามอย่างที่ 3 คือ ของหวานรวมถึงน้ำอัดลมและช็อกโกแลต

เพราะหากรับประทานขณะท้องว่าง จะทำให้โปรตีนรวมตัวกับน้ำตาลส่งผลต่อการดูดซึมโปรตีนทุกชนิด และลดสมรรถภาพการทำงานของระบบหมุนเวียนโลหิตและไต




อาหารต้องห้ามอย่างที่ 4 คือ ชา

เพราะน้ำชาแก่ทำให้กรดเกลือในน้ำย่อยในกระเพาะอาหารเจือจาง ส่งผลให้การทำงานของระบบย่อยอาหารลดลง และเกิดอาการใจสั่น เวียนศีรษะ มือเท้าไม่มีแรง




อาหารต้องห้ามอย่างที่ 5 คือ กระเทียม


เพราะกระเทียมมีฤทธิ์ทำให้เยื่อบุกระเพาะอาหารได้รับการกระตุ้น เกิดเป็นโรคกระเพาะอาหารอักเสบรุนแรงได้


วันอังคารที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

เทียนไขมีความเป็นมาอย่างไร




ในบรรดาสิ่งที่นำมาใช้เพื่อความสว่างในบ้านเรือน (ก่อนยุคอิเล็กทรอนิกส์) แล้ว เทียนไขเกิดขึ้นทีหลังสุด เรื่องราวของมันเริ่มปรากฏในเอกสารของชาวโรมันในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ ๑ ซึ่งชาวโรมันบันทึกไว้ว่า เป็นประดิษฐกรรมชิ้นใหม่ที่ใช้แทนตะเกียงน้ำมันได้

เทียนไขในยุคนั้นทำจากไขสัตว์และพืชซึ่งไม่มีสีและรสชาติ แต่รับประทานได้ ทหารในกองทัพที่อดอยากจะได้รับปันเทียนไขเป็นอาหาร
และหลายร้อยปีต่อมาการรับประทานเทียนไขก็เป็นที่ยอมรับในหมู่ผู้ดูแลประภาคาร ซึ่งมักจะอยู่โดดเดี่ยวครั้งละนาน ๆ อีกด้วย

ปัญหาของเทียนไขในยุคก่อนคือ
การตัดไส้เทียน แม้จะเป็นเทียนไขที่มีราคาแพงมากก็ยังจำเป็นต้องตัดไส้เทียนทิ้งทุกครึ่งชั่วโมง การตัดไส้เทียนคือการค่อย ๆ ขริบเอาส่วนที่ไหม้ออกโดยไม่ทำให้เทียนดับถ้าไม่ตัดจะทำให้เทียนไขไม่สว่างเท่าทีควรและยังเปลืองเนื้อเทียนอีกด้วย คือเนื้อเทียนจะถูกใช้ไปในการเผาไหม้เพียงร้อยละ ๕ ที่เหลือจะละลายหมด และแม้จะมีการตัดไส้เทียน แต่ถ้าทำไม่ถูกวิธีเทียนไขจำนวน ๘ แท่งหนักประมาณ ๑ ปอนด์จะหมดไปภายในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมงเท่านั้น ปราสาทหลังหนึ่ง ๆ ใช้เทียนไขสัปดาห์ละหลายร้อยเล่มและมี 'เจ้าพนักงานตัดไส้เทียน' โดยเฉพาะอีกด้วย

การตัดไส้เทียนต้องอาศัยความชำนาญเป็นพิเศษ นักกฎหมายชาวสก็อตซึ่งเป็นผู้เขียนอัตชีวประวัติของซามูเอล จอห์นสัน ที่ชื่อเจมส์ บอสเวล เคยต้องตัดไส้เทียนเองหลายครั้งแต่ไม่ประสบความสำเร็จสักครั้ง ในปี ๒๓๓๖ เขาเขียนถึงเรื่องนี้ว่า “ผมยอมจะนั่งอยู่ทั้งคืนเพื่อตัดไส้เทียนให้ได้ จนประมาณตีสองผมพลาดไปดับเทียนเข้า...แล้วก็ไม่สามารถจุดมันขึ้นใหม่ได้"


การจุดเทียนไขโดยที่สิ่งให้แสงสว่าง ๆ อื่น ๆ ดับหมดทั่วบ้านแล้วเป็นงานที่ต้องใช้เวลาอย่างมาก เนื่องจากยังไม่มีใครคิดค้นไม้ขีดไฟขึ้นได้ ใครที่เคยอ่านหรือดูเรื่องดอนกีโฮเต คงจำความหงุดหงิดของพระเอกเซอว์วานเตสขณะจุดเทียนไขจากไฟในเศษถ่านได้ดี นอกจากนี้การตัดไส้เทียนมักทำให้เทียนดับ จนคำว่า 'snuff’ ซึ่งแปลว่า 'ตัดไส้เทียน' ได้เพี้ยนความหมายกลายเป็น 'extinguish' หรือ 'ดับไฟ' ไป

กระทั่งในศตวรรษที่ ๑๗ คณะละครจะต้องมีเด็กคอยทำหน้าที่ตัดไส้เทียน (snuff boy) โดยถือว่าการตัดไส้เทียนเป็นศิลปะอย่างหนึ่งเด็กที่ทำหน้าที่นี้ต้องเดินขึ้นไปบนเวทีขณะที่ละครกำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้น เพื่อตัดไส้เทียนอย่างประณีตและชำนาญ ไม่ทำให้เปลวไฟแกว่งดับ หรือสะดุด อันจะรบกวนความรู้สึกของผู้ชมซึ่งกำลังสนใจและเคลิ้มไปกับเรื่องราวการแสดงบนเวทีอยู่ ถ้างานสำเร็จลุล่วงด้วยดี เขาจะได้รับเสียงปรบมือจากผู้ชมหนึ่งรอบเฉกเช่นนักแสดงคนหนึ่งศิลปะการตัดไส้เทียนหมดลงใน
ปลายศตวรรษที่ ๑๗ เมื่อมีการใช้เทียนขี้ผึ้งกันอย่างแพร่หลาย เทียนขี้ผึ้งมีราคาแพงกว่าเทียนไขถึงสามเท่า แต่ให้ความสว่างมากกว่า และเนื้อขี้ผึ้งระเหยได้บ้าง ซามูเอล เป๊ปปีส์ ชาวอังกฤษ ได้บันทึกไว้ในปี พ.ศ. ๒๒๑๐ ถึงการใช้เทียนขี้ผึ้งในโรงละคร ดรูรี เลน เธียเตอร์ ในลอนดอนว่า “เดี๋ยวนี้โรงละครสว่างขึ้นเป็นพันเท่าและดูสวยกว่าด้วย”

นอกจากนั้นผู้ที่มีฐานะร่ำรวยจะใช้เทียนขี้ผึ้งประดับบ้านในโอกาสพิเศษที่ต้องการความหรูหรา มีบันทึกระบุว่าบ้านหลังใหญ่แห่งหนึ่งในอังกฤษใช้เทียนขี้ผึ้งมากกว่าหนึ่งร้อยปอนด์ในหนึ่งเดือนในช่วงฤดูหนาวของปี พ.ศ. ๒๓๐๘

บันทึกถึงเทียนไขขอผ่านช่วงสมัยปัจจุบันไปแสดงความยินดีกับวิวัฒนาการของมันในศตวรรษหน้า เมื่ออังกฤษคิดประดิษฐ์เทียนขี้ผึ้งสีขาวเป็นมัน อเมริกากำลังทำเทียนไขสีเขียวกลิ่นเบเบอรี่