วันศุกร์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2553
เคล็ดลับแก้นิสัยขี้ลืม
วันศุกร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2553
โรค "กระดูกสันหลังคด"
กระดูกสันหลังมีหน้าที่รับน้ำหนักและช่วยพยุงร่างกายให้สามารถตั้งตรงได้ ในคนปกติหากมองจากด้านหลังจะเห็นกระดูกสันหลังเป็นแนวเส้นตรง แต่ในคนที่เป็นโรคกระดูกสันหลังคด เมื่อมองจากด้านหลังจะเห็นแนวกระดูกโค้งไปทางซ้ายหรือขวา ไม่เป็นเส้นตรงเหมือนคนปกติ โรคกระดูกสันหลังคดพบประมาณ 2-3 % ของประชากร พบได้เท่ากันในผู้ชายและผู้หญิง แต่ผู้หญิงมักจะมีการคดงอของกระดูกมากกว่าผู้ชาย โรคกระดูกสันหลังคดเกิดได้ในทุกอายุ พบได้ตั้งแต่เด็กเกิดจนถึงวัยผู้ใหญ่ แต่ส่วนมากมักเกิดในช่วงที่มีการเจริญเติบโตของกระดูกอย่างรวดเร็ว คืออายุประมาณ 10-15 ปี
สาเหตุ โรคกระดูกสันหลังคด
ผู้ป่วย 85% ไม่ทราบสาเหตุ มีเพียงส่วนน้อยที่ทราบสาเหตุ เช่น กระดูกสันหลังคดจากขาที่ยาวไม่เท่ากัน กระดูกสันหลังคดจากสมองพิการ หรือเกิดจากความผิดปกติแต่กำเนิด เป็นต้น
อาการ โรคกระดูกสันหลังคด
อาการในผู้ป่วยแต่ละรายอาจแตกต่างกัน ขึ้นกับว่ากระดูกคดเป็นมุมมากน้อยเพียงใด อาการต่างๆที่พบได้มีดังนี้
-การเดินผิดปกติ
-ไหล่หรือสะโพก 2 ข้าง สูงไม่เท่ากัน
-ปวดหลัง
-มีอาการเหนื่อยง่ายกว่าปกติเวลาออกแรงหรือทำกิจกรรมต่างๆ
การตรวจ โรคกระดูกสันหลังคด
แพทย์จะตรวจกระดูกสันหลังของผู้ป่วยในท่ายืน โดยให้ผู้ป่วยก้มตัว เอานิ้วแตะปลายเท้าตัวเอง ในท่านี้แพทย์จะเห็นลักษณะความผิดปกติของแผ่นหลังได้ชัดเจนมากขึ้น การตรวจเพิ่มเติมด้วย x-ray มีประโยชน์ในการช่วยวัดมุม และช่วยติดตามการดำเนินไปของโรคว่าแย่ลงหรือไม่
การรักษา โรคกระดูกสันหลังคด
การรักษาขึ้นกับมุมการคด การเปลี่ยนแปลงของมุม และอายุของผู้ป่วย
-มุมการคดน้อยกว่า 25 องศา : ยังไม่จำเป็นต้องได้รับการรักษาใดๆ ให้ติดตามการเปลี่ยนแปลงของมุม ทุก 4-6 เดือน
-มุมการคดมากกว่า 25 องศา : รักษาโดยการใส่เสื้อเกราะ(Brace) เสื้อเกราะเป็นอุปกรณ์ค้ำจุน เพิ่มความแข็งแรง ช่วยป้องกันหรือชะลอไม่ให้มุมการคดมีการเปลี่ยนแปลงไปมากกว่าเดิม
-มุมการคดมากกว่า 45 องศา : อาจต้องรักษาโดยการผ่าตัดเพื่อจัดแนวกระดูกสันหลังใหม่ การผ่าตัดนี้ใช้หลักการเดียวกับการรักษากระดูกหักคือการใช้โลหะช่วยดามกระดูกสันหลังให้ตรง
วันอาทิตย์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2553
กิน‘ถั่วงอก’ สด ช่วยชะลอความแก่

ถั่วงอก เป็นผักที่รู้จักกันมานานตั้งแต่สมัยก่อนจนถึงปัจจุบันก็ยังได้รับความนิยม อยู่ เป็นพืชเศรษฐกิจที่ทำรายได้ให้ผู้ผลิตเป็นอย่างดี เป็นที่ต้องการของตลาด เพราะเป็นผักที่ใช้ระยะเวลาในการเพาะและบริโภคได้เร็วเพียงแค่ 3-4 วันเท่านั้น แต่อายุการใช้งานสั้น เพาะได้ทุกฤดู การเพาะถั่วงอกจะใช้ถั่วเขียวและถั่วเหลือง
การ นำถั่วงอกมาประกอบอาหาร ส่วนใหญ่จะเห็นได้บ่อยตามร้านก๋วยเตี๋ยว หรือนำมาประกอบอาหารได้ทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นผัดกับหมู ไก่หรือเต้าหู้ แกงจืด ทานสดๆ กับขนมจีน ก๋วยเตี๋ยวเรือ ผัดไท เป็นต้น
ซึ่ง ถั่วงอกเป็นผักที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง โดยเฉพาะมีโปรตีน วิตามินและเกลือแร่ ตามที่คนจีนในสมัยก่อนเชื่อว่าเมื่อรับประทานถั่วงอกแล้วจะช่วยเพิ่มความ อบอุ่นและป้องกันหวัดในฤดูหนาว เนื่องจากเป็นผักที่ให้พลังงานต่ำมีเส้นใยอาหารสูง จะทำให้ระบบการขับถ่ายทำงานได้ดี และยังช่วยดูซับของเสียออกจากร่างกายได้
ถ้า หากต้องการให้ได้สารหารครบถ้วนแล้ว ก็ควรที่จะรับประทานถั่วงอกสดๆ เพราะมีคุณสมบัติที่ช่วยชะลอความแก่ ช่วยให้ร่างกายสดชื่น แถมยังไม่ทำให้อ้วนด้วย
ปัจจุบัน ถั่วงอกส่วนใหญ่จะใช้สารเคมีเข้ามาเร่งเพื่อให้ได้คุณภาพดี ซึ่งจะแตกต่างจากสมัยก่อนมากที่ใช้วิธีการเพาะแบบธรรมชาติโดยไม่ใช้สารเคมี ต่างๆ เดี๋ยวนี้สารเคมีที่เรารู้จักคือสารฟอกขาว สารอ้วนหรือสารเร่งความสด สารเหล่านี้อาจเป็นอันตรายต่อร่างกายได้ หากรับประทานเข้าไปอาจจะมีผลต่อระบบทางเดินอาหาร ระบบหายใจ ระบบประสาทและอาจจะทำให้เสียชีวิต ส่วนถั่วงอกที่มีฟอกสีเจือปนเยอะหากรับประทานเข้าไปแล้ว อาจจะทำให้เกิดการอักเสบ ผื่นแดงได้
วิธีการล้างถั่วงอกจึงเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยลดสารพิษลดได้บ้างด้วยการบีบน้ำมะนาว หรือน้ำส้มสายชูลงในน้ำ และนำถั่วงอกลงไปแช่ทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที ก็จะได้ถั่วงอกที่ขาวสะอาดน่ารับประทาน
คนที่ไม่ชอบกินถั่วงอกเมื่อได้ทราบถึงประโยชน์ของถั่วงอกแล้ว ก็น่าจะมาลองรับประทานก็ดูจะช่วยทำให้คุณไม่อ้วนและอิ่มท้องด้วย
วันพฤหัสบดีที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2553
กินไข่อย่างไรให้ฉลาด ?

กินไข่อย่างฉลาด ??
การ กินไข่ใน ปริมาณเหมาะสมตามวัยในแต่ละมื้อ ควบคู่กับการออกกำลังกายเป็นประจำ จะช่วยลดไขมันส่วนเกิน และควบคุมระดับคอเลสเตอรอลให้เป็นปกติ โดยมีข้อแนะนำดังนี้
เด็กอายุ 1 ปีจนถึงเด็กวัยเรียน ควรบริโภคไข่วันละ 1 ฟอง
ผู้ใหญ่ที่มีภาวะร่างกายปกติ ควรบริโภคไข่ 3-4 ฟองต่อสัปดาห์
คนวัยทำงานสุขภาพดี สามารถบริโภคไข่ได้ทุกวัน ไม่เพิ่มคอเลสเตอรอลและไม่ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ
กลุ่มผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจ หรือโรคที่ต้องหลีกเลี่ยงอาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูง ก็ควรบริโภคไข่เพียง 1 ฟองต่อสัปดาห์ หรือตามคำแนะนำของแพทย์
** ทราบแล้วเปลี่ยน ไข่ไม่ได้เป็นสาเหตหลักของโรคหัวใจและหลอดเลือด
วันศุกร์ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
ตำนานหมากฝรั่ง

วันอาทิตย์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
โรคซน- สมาธิสั้น

กลุ่มอาการสมาธิสั้น เกิดจากความผิดปกติของสมอง โดยที่ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่นอนว่า
อะไรที่ทำให้สมองมีความผิดปกติ แต่จากวิทยาการและวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันมีผลพอ
พิสูจน์ได้ว่าน่าจะเป็นผลมาจากพันธุกรรม แต่ว่าพันธุกรรมจะมีส่วนอย่างใดและมีการถ่าย
ทอดอย่างไร ยังไมีมีรายละเอียดที่ชัดเจน แต่มีผลต่อสมองทำให้การทำงานของสมองบาง
ส่วนเกิดการบกพร่อง โดยเฉพาะสมองส่วนที่ทำงานเกี่ยวข้องกับสมาธิของคนเรา ทำให้เกิด
การทำงานที่ไม่สัมพันธ์กันต่อระบบสั่งงานอื่นๆ อาการนี้อาจเกิดขึ้นได้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์
ในอดีตมีชื่อเรียกเกี่ยวกับกลุ่มอาการเหล่านี้ได้ในหลายชื่อเช่น
Hyper Kinetic Disorders / Minimal Brain Abnormality / Minimal Brain Disfunction
แต่จากการศึกษาในปัจจุบันเรารวมเรียกกลุ่มอาการต่างรวมมาเป็น
Attention Defecit Hyperactivity Disorders (ADHD) หรือใน
บ้านเรานิยมเรียกว่า โรคเด็กไฮเปอร์
จากการทำการวิจัยสำรวจเด็กไทยในเขตกรุงเทพมหานครพบว่ามีเด็กในกลุ่มสมาธิสั้นประมาณ
ร้อยละ 5-10 ของเด็กวัยเรียนหรือประมาณ 2-3 คนในห้องเรียนขนาด 50 คน สำหรับในต่างประเทศ
พบได้ประมาณร้อยละ 3-15 ขึ้นอยู่กับแต่ละประเทศและระบบการศึกษา
อาการที่สำคัญของเด็กกลุ่มสมาธิสั้นแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่มใหญุ่ๆคือ
1. อาการซนมากกว่าปกติ (Hyper Activity) ลักษณะความซนจะมากกว่าเด็กทั่วๆไป ซนแบบ
ไม่อยู่นิ่ง อยู่ไม่เป็นสุข ลุกลี่ลุกร้น ตลอดเวลา
2. อาการสมาธิสั้น สามารถสังเกตุได้โดยเด็กจะมีความวอกแวกง่าย แม้แต่สิ่งเร้าเล็กๆน้อยก็สามารถ
ทำให้เด็กเสียสมาธิได้แล้ว เข่น ในขณะที่เด็กกำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ พอมีเสียงดังเบาๆเช่นเสียงของตก
พื้น หรือกิ่งไม้หล่นบนพื้น กลุ่มเด็กพวกนี้จะหันไปหาแหล่งต้นเสียงทันที หรือขณนั่งเรียนอยู่ในห้องเรียน
พอมีคนเดินผ่านก็จะหันไปดูโดยทันที เป็นลักษณะเป็นความไวต่อสิ่งเร้าภายนอกโดยผ่านทาง ตา / หู
นอกจากนั้นยังอาจเกิดจากสิ่งเร้าภายในตัวของเด็กเอง ในกรณีนี้จะแสดงออกในลักษณะอาการเหม่อ
ลอย นั่งนิ่งๆ เป็นนระยะเวลานานๆ เหม่อบ่อย เป็นต้น
วันพฤหัสบดีที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
ต้านโรค ด้วยผลไม้

อาหารที่ช่วยส่งเสริมให้ร่างกายแข็งแรงมีแรงต้านโรค หาได้ง่ายในบ้านเรา แถมยังอร่อย น่ารับประทานด้วย เช่น ผลไม้ที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ แต่ควรเลือกรับประทานผลไม้หลากหลายชนิดเพื่อร่างกายได้รับวิตามิน และเกลือแร่อย่างเพียงพอ เช่น
ทับทิม มีแคลเซียม ช่วยกำจัดสารพิษและช่วยรักษาระดับน้ำในร่างกายให้สมดุล มีไนอาซินสูงซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้มีการเผาผลาญพลังงาน
ฝรั่ง มีวิตามินซีสูง รวมทั้งวิตามินบี (ช่วยบำรุงประสาท)โปรวิตามินเอและแร่ธาตุต่างๆซึ่งจะให้พลังงานใหม่ๆ
กีวี เต็มไปด้วยวิตามินซี ธาตุเหล็ก แคลเซียม เกลือแร่จำเป็น และกากใย ซึ่งจะช่วยในการย่อยอาหารได้ดี
มะพร้าว มีวิตามินอีสูงซึ่งช่วยในการปกป้องเซลล์ และมีแมกนีเซียมซึ่งช่วยต้านความเครียด
ลิ้นจี่ เป็นผลไม้ที่ย่อยง่าย มีกลุ่มวิตามินบีซึ่งช่วยบำรุงประสาท และแคลเซียม
มะม่วง มีสารอาหารที่ช่วยในการปกป้องเซลล์ต่าง ๆ นั่นคือ เบต้าแคโรทีน วิตามินซี แคลเซียม และธาตุเหล็ก และช่วยในการย่อยอาหาร
เสาวรส มีวิตามินซีและบี 12 สูง (ช่วยให้จิตใจสงบ) รวมทั้งมีแคลเซียมและธาตุเหล็ก
ส้มโอ เต็มไปด้วยวิตามินซี เบต้าแคโรทีน และแคลเซียม
ลูกพลับ เต็มไปด้วยวิตามินซี เบต้าแคโรทีนและแคลเซียม