วันอังคารที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2553

จริงหรือ? "น้ำ" แก้ปวดหัวได้

เวลาที่คุณปวดหัวคุณจะทำอย่างไร ส่วนใหญ่มักเลือกที่จะนอนพักผ่อน หรือไม่ก็อาจจะหายาแก้ปวดมากิน

หากคุณปวดหัวมากจนไม่สามารถที่จะนอนหลับได้ ลองใช้กระเป๋าน้ำร้อนหรือขวดใส่น้ำร้อน แต่ไม่ควรจะร้อนจนเกินไปนะคะเดี๋ยวจะต้องรักษาแผลพุพองที่ตามมาอีกค่ะ หลังจากนั้นก็ประคบที่บริเวณท้ายทอย แล้วใช้ความเย็นประคบที่หน้าผาก จะช่วยให้อาการทุเลาลงได้

แต่ถ้าเป็นอาการที่เกิดจากกล้ามเนื้ออักเสบหรือเอ็นอักเสบ ให้ใช้กระเป๋านำแข็งประคบตั้งแต่ต้นคอลงมาถึงหัวไหล่ในวันแรกเพื่อลดอาการอักเสบและใช้กระเป๋าน้ำร้อนประคบในวันต่อๆ มา จะช่วยให้คลายปวดได้

หรือถ้ามีอาการปวดหัวซึ่งเกิดจากเลือดลมเดินไม่สะดวกรู้สึกมึนๆ ตื้อๆ ให้ใช้วิธีแช่เท้าในน้ำอุ่น โดย เริ่มจากใช้น้ำอุ่นในปริมาณน้อยๆ แล้วค่อยเพิ่มให้น้ำร้อนขึ้นๆ จนกระทั่งรู้สึกอุ่นสบาย แช่ไว้ประมาณครึ่งชั่วโมง อาการปวดจะบรรเทาลง

อีกวิธีหนึ่งก็คือ นอนคว่ำเอาหมอนรองที่หน้าอก จากนั้นเอาน้ำร้อนประคบที่หลังส่วนบน หรือบริเวณกลางหลังตรงกับแนวกระดูกสันหลัง วิธีนี้จะช่วยให้รู้สึกสบาย

เลิกใช้ยาแล้วหันมาใช้ธรรมชาติช่วยก็คงจะดีไม่น้อย

วันจันทร์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2553

ครีมกันแดด


ร้อนๆแบบนี้ เลือกครีมกันแดดยังไงดี ?

ถึงแม้แสงแดดจะมีคุณประโยชน์ที่หลากหลายต่อมนุษย์ แต่การได้รับ แสงแดด ในปริมาณที่มากเกินไปก็อาจทำให้ผิวไหม้แดง เกิด ฝ้า กระ และทำให้ผิวดูแก่กว่าวัย ไปจนถึงอาจเกิดโรคร้ายแรงอย่างมะเร็งผิวหนัง การปกป้องแสงแดดจึงเป็นเรื่องจำเป็น และการใช้ครีมกันแดดก็เป็นทางเลือกยอดนิยมอย่างหนึ่ง หากก็ต้องเลือกและใช้ให้เหมาะสม เพื่อที่จะได้ประสิทธิภาพในการกันแดดอย่างเพียงพอ

ครีมกันแดด โดยทั่วไปมักจะบ่งบอกถึง SPF หรือ ประสิทธิภาพในการป้องกันแสงแดดชนิด UVB แต่ที่ควรใส่ใจไม่แพ้กันก็คือค่าการปกป้องรังสี UVA ซึ่งมักจะบ่งบอกไว้ด้วยคำว่า PA หรือ PPD นอกจากนี้ ครีมกันแดดที่ดีควรมี Photos ility หรือความคงทนต่อแสงของครีมกันแดด ซึ่งครีมกันแดดที่ไม่คงทนต่อแสงหรือสลายไปมากกว่า 25% หลังถูกแสงยูวี จะทำให้ประสิทธิภาพในการป้องกันแสงแดดลดน้อยลง

อย่าง ไรก็ตาม ถึงแม้จะเลือก ครีมกันแดด ที่เหมาะสมแล้ว แต่ถ้าใช้อย่างไม่ถูกต้อง ประสิทธิภาพของ ครีมกันแดด ก็จะลดน้อยลง อย่างเช่น การทาครีมกันแดดนั้น หากจะให้ได้ประสิทธิภาพตามที่กำหนด ก็ต้องใช้ปริมาณครีมราวหนึ่งช้อนชาต้อหนึ่งตารางเซนติเมตร หรือราวสองข้อนิ้วมือสำหรับการทาหน้าและคอ ซึ่งโดยทั่วไปคนเรามักทาน้อยกว่านั้น จึงแนะนำให้แบ่งทาครีมกันแดดสักสองรอบ โดยใช้ครีมแต่ละครั้งราวหนึ่งข้อนิ้วมือ และควรทาครีมกันแดดก่อนออกแดราว 15 นาทีเพื่อให้ครีมกันแดดยึดติดกับผิวได้ดีกว่า และถ้าต้องอยู่กลางแดดเป็นเวลานานๆ ก็ควรทาครีมกันแดดซ้ำทุกสองชั่วโมง

วันอาทิตย์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2553

ความหมายของคำว่า " OK "


คำว่า "โอเค" มาจากภาษาอังกฤษว่า "OK" และมีท่าทางการทำมือโดยการทำนิ้วโป้งและนิ้วชี้จรดกัน ส่วนอีก 3 นิ้วที่เหลือชี้ขึ้น บางส่วนในเว็บไซต์วิกิพีเดียบอกว่าคำว่า โอเค ได้รับความนิยมอย่าง แพร่หลายในสหรัฐอเมริกาในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 เริ่มจากวงการสื่อมวลชน โดยเฉพาะหนังสือพิมพ์ใช้คำย่อว่า OK แทนคำว่า "all correct" แปลว่าถูกต้องทั้งหมดเพื่อย่อให้ใช้คำหรือวลีสั้นลงและเพื่อหลีกเลี่ยงการ สะกดผิดๆ ซึ่งสมัยก่อน คนมักเขียนคำว่า "all correct" ผิดไปหลายอย่าง เช่น "Oil korrect" "oll korrect" หรือ "ole kurreck"

อีกที่มาหนึ่ง บอกว่าในสมัยการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ อเมริกาในปี 2383 ผู้สนับสนุนพรรคเดโมแครตพากันชูนิ้วทำมือเป็นรูปโอเค เพราะต้อง การสื่อถึงผู้สมัครที่มีชื่อว่ามาร์ติน แวน บูเรน ซึ่งมีชื่อเล่นว่า โอลด์ คินเดอร์ฮุก (Old Kinderhook) เพราะมีพื้นเพเป็นคนคินเดอร์ฮุก นิวยอร์กจึงทำมือเป็นท่าโอเคเพื่อเป็นสโลแกนในการหาเสียงเลือกตั้ง

นอกจากนี้ ในสมัยสงครามกลางเมืองอเมริกัน การใช้คำว่า โอเค หมายถึง "ไม่มีทหารเสียชีวิตในสนามรบ" หรือ Zero (O) Killed โดยทหารมักจะเขียนสั้นๆ บนกระดานว่า โอเค

ภาษามือ "โอเค" มีความหมายสากลในเชิงบวกหรือทุกสิ่งไปได้สวย แต่ท่าทางเดียวกันนี้ ก็มีการตีความหมายที่ต่างกันออกไปในแต่ละท้องถิ่น ในหนังสือ "รู้ทันทุกความคิด ด้วยเทคนิคภาษากาย" ของอัลลันและบาร์บาร่า เพียซ รวบรวมความหมายท่ามือ "โอเค" จากทั่วโลก เช่น

ประเทศฝรั่งเศสและเบลเยียม ท่าทาง โอเค หมายถึง "ศูนย์หรือไร้ค่า" ถ้าบริกรถามว่าโต๊ะนี้พอใจไหมครับ แล้วทำท่าโอเคกลับไป บริกรจะตอบว่า "ถ้าไม่ชอบ เราจะหาโต๊ะใหม่ให้ครับ"

ที่ญี่ปุ่น หมายถึง "เงิน" หากคิดจะทำธุรกิจในประเทศญี่ปุ่น พร้อมทำท่านี้ ชาวญี่ปุ่นคงคิดว่า คุณกำลังขอเงินใต้โต๊ะ

บางประเทศในแถบเมดิเตอร์เรเนียน ท่านี้เป็นสัญลักษณ์ทางเพศมักใช้เพื่อบ่งบอกว่า คุณเป็นชายรักร่วมเพศ ยิ่งถ้าทำท่านี้กับชายกรีก จะทำคิดว่า กำลังประกาศตัวเป็นเกย์

ส่วนคนชาวตุรกีและบราซิล คิดว่าท่าโอเคนี้เป็นคำที่คุณกำลังด่า สุดแสบ ซึ่งสัญลักษณ์นี้มักไม่ใช้ในประเทศอาหรับ เพราะหมายถึงการข่มขู่หรือคำลามกหยาบคาย ครั้งหนึ่ง ก่อนที่นายริชาร์ด นิกสัน จะเป็นประธานาธิบดีไปเยือนละตินอเมริกา เพื่อกระชับความสัมพันธ์ แต่การเยือนครั้งนี้กลับทำลายความสัมพันธ์ไปได้

วันอังคารที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2553

“โยเกิร์ต"


“โยเกิร์ต" เป็นอาหารที่หลายคนชอบกินและนำมาใช้ประโยชน์ในเรื่องความสวยความงามอาหารชนิดนี้มีความลับหลายอย่างซ่อนอยู่

1.ท้องเสีย ในโยเกิร์ตนั้นมีเชื้อจุลินทรีย์ที่ช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เราเกิด อาการท้องเสียได้ ดังนั้นการกินในเวลาที่ท้องเสียนั้นจึงสามารถทำให้หยุดถ่ายหรือถ่ายน้อยลง

2.โรคหัวใจ "คอนจูเกตเต็ดไลโนเลอิก" เป็นไขมันที่มีอยู่ในโยเกิร์ต ที่ช่วยป้องกันโรคหัวใจ
มีสารอาหารถึง 11 ชนิด!! การกินโยเกิร์ตเป็นประจำจะทำให้อายุยืนและแข็งแรงได้ นอกจากนี้ในโยเกิร์ตไขมันต่ำ 1 ถ้วย ยังมีสารอาหารมากมาย อาทิ ไอโอดีน แคลเซียม ฟอสฟอรัส วิตามินบี 2 โปร*** วิตามินบี 12 ทริปโทฟาน โพแทสเซียม โมลิปเดนัม สังกะสี และวิตามินบี 5 อีกด้วย

3.แคลเซียมสูงกรดแลกติกที่อยู่ในในโยเกิร์ตจะช่วยย่อยแคลเซียมให้เล็กลง ทำให้ร่างกายดูดซึมไปใช้ได้ และนอกจากนี้อาหารชนิดนี้ยังมีโปร***และแคลเซียมมากกว่านมธรรมดาอีกด้วย

4.แลคโตบาสิลัส เป็นจุลินทรีย์ที่ร่างกายของเราต้องการ เพราะมันจะเข้าไปช่วยหยุดการเจริญเติบโตของเชื้อ "เฮลิโคแบคเตอร์ เอชไพโลไร" ที่จะทำให้เป็นโรคกระเพาะ ลดการอักแสบของลำไส้และไขข้อได้

5.รอบเดือน ในช่วงเวลาที่เป็นวันนั้นของเดือนควรที่จะกินโยเกิร์ตเป็นประจำ และจุลินทรีย์ที่มีอยู่ในอาหารชนิดนี้ยังช่วยป้องกันการเป็นโรคมะเร็งปาก มดลูกได้

6.ป้องกันโรคภัย เนื่องจากเป้นอาหารที่มีแคลเซียมสูง จึงทำให้ช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุน , ความดันโลหิตสูง , มะเร็งลำไส้ และเป็นตัวกระตุ้นระบบเผาผลาญที่จะทำให้มีหุ่นที่ผอมเพรียว

7.ลดกลิ่นปาก การกินโยเกิร์ตเป็นการช่วยทำความสะอาดปาก และช่วยลดกลิ่นปากรวมถึงโรคเหงือกอีกด้วย

8.เพิ่มภูมิต้านทาน แบคทีเรียในโยเกิร์ตทำให้ร่างกายสังเคราะห์วิตามินเคและบีในลำไส้ได้ดีขึ้น


โยเกิร์ตที่มีคุณค่าต่อร่างกายมากที่สุด คือ "โยเกิร์ตรสธรรมชาติ" ที่ไม่มีการแต่งกลิ่นหรือใส่น้ำตาลลงไป ซึ่งในช่วงแรกแรกของการกิน อาจจะไม่ปลื้มกับรสชาติของมันเท่าไหร่ ดังนั้นจึงลองหาผลไม้ที่ตัวเองชื่นชอบใส่ลงไปก็ได้ เพื่อเพิ่มเติมความอร่อยลงไป

วันจันทร์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2553

ที่มา.." อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ "

อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ (Victory Monument) เป็นอนุสาวรีย์ในกรุงเทพมหานคร โดยรอบเป็นวงเวียนอยู่กึ่งกลางระหว่างถนนพหลโยธิน ถนนราชวิถี และถนนพญาไท ตั้งอยู่ที่กิโลเมตรที่ 0.0 ถนนพหลโยธิน

อนุสาวรีย์ ชัยสมรภูมิ สร้างขึ้นเพื่อเทิดทูนวีรกรรมของทหาร ตำรวจและพลเรือนที่เสียชีวิตไปในกรณีพิพาทระหว่างไทยกับฝรั่งเศส เรื่องการปรับปรุงพรมแดนไทยกับอินโดจีนฝรั่งเศสซึ่งในครั้งนั้นมีผู้เสีย ชีวิต 59 คน พลเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา เป็นผู้วางศิลาฤกษ์เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2484 และจอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นผู้กระทำพิธีเปิดเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2485 สถาปนิกผู้ออกแบบอนุสาวรีย์คือ หม่อมหลวงปุ่ม มาลากุล

ก่อนที่จะมีการสร้างวงเวียนอนุสาวรีย์ บริเวณจุดตัดของถนนพญาไท ถนนราชวิถี และถนนพหลโยธิน นี้มีชื่อเรียกว่า "สี่แยกสนามเป้า"

นอก จากเป็นอนุสรณ์สถานที่สำคัญ และเป็นที่จารึกรายนามทหารที่เสียชีวิต ในกรณีพิพาทระหว่างไทยกับฝรั่งเศส (สงครามอินโดจีน) สงครามโลกครั้งที่ 2 และสงครามเกาหลีแล้ว ยังเป็นต้นทางของถนนพหลโยธิน รวมไปถึงศูนย์กลางการคมนาคมที่มีรถโดยสารให้บริการในหลายเส้นทาง เป็นจำนวนมาก ทั้งรถเมล์ รถไฟฟ้า BTS และรถตู้ ผ่านตลอด 24 ชั่วโมง จึงทำให้อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิเป็นชุมทางการคมนาคมที่สำคัญของกรุงเทพมหานคร ในปัจจุบัน

ทั้งนี้อนุสาวรีย์ ชัยสมรภูมิ ถือเป็นหลักกิโลเมตรที่ 0 ของประเทศไทย ในขณะที่ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เป็นหลักกิโลเมตรที่ 0 ของกรุงเทพมหานครอีกด้วย

วันอาทิตย์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2553

เผยคณะฮิตปีนี้ ที่มาแรง !



จากผลการเก็บข้อมูลในโปรแกรมจำลองการเลือกคณะเอ็นทรานส์ใน www.eduzones.com

ซึ่งมีนักเรียนเข้าใช้โปรแกรมนี้วันละประมาณ5000คน

ปรากฏ ว่าในปีนี้นักเรียนแผนกศิลป์ ให้ความสนใจทดสอบเลือกคณะในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มากที่สุด ส่วนนักเรียนแผนกวิทย์ยังคงสนใจคณะวิศวะจุฬาฯ เป็นอันดับหนึ่งเช่นเดียวกับปีที่ผ่านมา

รายละเอียด ลำดับคณะที่ได้รับความสนใจมากที่สุด มีดังนี้คือ

อันดับ1 คณะพาณิชย์ฯ-บัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

อันดับ2 คณะเศรษฐศาสตร์ (วิทย์-ศิลป์คำนวณ) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

อันดับ3 คณะพาณิชย์-บริหาร (วิทย์-ศิลป์คำนวณ) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

อันดับ4 คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย

อันดับ5 คณะนิติศาสตร์ (ศิลป์คำนวณ) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

อันดับ6 คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย

อันดับ7 คณะวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

อันดับ8 คณะวิศวกรรม-วิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย

อันดับ9 คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย

อันดับ10 คณะเศรษฐฯ-เศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์

อันดับ11 คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย

อันดับ12 คณะ สหเวชฯ-เทคนิคการแพทย์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย

อันดับ 13 คณะวิศวกรรม-เคมี,คอม,เครื่องกล ฯลฯ(กลุ่มวิทยาเขตบางเขน) มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์

อันดับ14 คณะบริหาร-บัญชี(วิทย์) มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์

อันดับ15 คณะพาณิชย์-บัญชี จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย

อันดับ16 คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

อันดับ17 คณะเทคนิคการแพทย์-เทคนิคฯ มหาวิทยาลัย เชียงใหม่

อันดับ18 คณะอักษรศาสตร์(คณิต 2) จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย

อันดับ19 คณะสหเวชฯ-เทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

อันดับ20 คณะสังคมศาสตร์-การจัดการท่องเที่ยวและการโรงแรม มหาวิทยาลัย ศรีนครินทรวิโรฒ

ส่วนคณะในมหาวิทยาลัยศิลปากรที่ได้รับความสนใจมากที่สุดคือ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร-เทคโนโลยีสารสนเทศธุรกิจ

และสองอันดับในมหาวิทยาลัยต่างจังหวัดที่ได้รับความสนใจมากที่สุดคือ

คณะ พยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัย เชียงใหม่

และคณะ แพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัย เชียงใหม่

วันอังคารที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2553

ดูแลฟัน-รักษาเหงือก


การดูแลฟัน และรักษาเหงือกนั้น ควรให้ความสำคัญกับการขจัดเศษอาหารเพื่อลดโอกาสให้คราบจุลินทรีย์ที่ มีลักษณะเป็นคราบเหนียว ๆ ทำปฏิกิริยากับเศษอาหาร เปลี่ยนน้ำตาลเป็นกรด ทำลายผิวฟันจนเป็นรู เกิดฟันผุ หรือสึกกร่อนทั้งยังรวมตัวกับแคลเซียมในน้ำลายแล้วเกิดหินปูน เกาะคอฟันและผิวรากฟัน ส่งผลให้เหงือกอักเสบ

การทำความสะอาดฟันและเหงือกนั้นควรเริ่มจากใช้ไหมขัดฟันช่วยทำความสะอาดซอกฟัน ซึ่งมีประสิทธิภาพกว่าการใช้ไม้จิ้มฟันที่อาจทำให้เกิดช่องโหว่ในร่องเหงือกมากขึ้น โดยการใช้ไหมขัดฟันต้องระวังอย่าให้บาดเหงือก

จากนั้นจึงแปรงฟัน โดยเลือกแปรงขนนิ่ม เลี่ยงการใช้แปรงขนแข็ง เพราะฟันจะสึกกร่อน และแปรงในทิศทางที่ถูกต้อง คือ ขณะแปรงฟันบน ปัดแปรงลงล่าง เมื่อแปรงฟันล่าง ปัดแปรงขึ้นบน แทนการแปรงตามถนัดปัดขึ้น-ลงตามความสะดวกและรวดเร็ว แต่วิธีดังกล่าวจะทำให้เหงือกร่น ส่วนบริเวณซอกฟันสามารถใช้แปรงสีฟันเฉพาะที่ช่วยทำความสะอาดได้

หลังการแปรงฟันก็จะต้องอมน้ำยาบ้วนปากที่ช่วยลดจำนวนแบคทีเรียได้ชั่วขณะ ดังนั้นหลังมื้ออาหาร ควรทำความสะอาดฟันและเหงือก หรืออย่างน้อย 2 ครั้ง ต่อวัน คือ หลังตื่นและก่อนเข้านอน.