วันอาทิตย์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2553

สุดยอด ผัก ผลไม้บำรุงสายตา




อาหารเพื่อบำรุงสมองนั้น เราทุกคนเคยทานและคุ้นเคยมากกว่าอาหารเพื่อบำรุงดวงตาหรือสายตา

อาหารเพื่อบำรุงดวงตาและสายตาไม่ใช่เรื่องใหม่ เพียงแต่เราน่าจะลองมาทำความรู้จัก ผักและผลไม้เหล่านี้ให้ดียิ่งขึ้น และควรหามาบริโภคเป็นประจำ เราก็จะสามารถช่วยให้ดวงตาของเรานั้นมีสุขภาพที่ดีและมองดูสดใสอยู่ตลอดเวลา

ผลแอปริคอท
ผลแอปริคอทมันหวาน แคนตาลูป และน้ำเต้านั้น อุดมไปด้วยเบต้าแคโรทีนที่เป็นตัวช่วยชะลอการเสื่อมถอยของเลนส์ตา ช่วยบำรุงสายตา และช่วยในการป้องกันการเกิดโรคต้อกระจก

ผักเคล หรือ กะหล่ำปลีชนิดสีเขียวเข้ม
เคล กะหล่ำปลีชนิดสีเขียวเข้ม ผักขม หัวผักกาดเขียวและบล็อคโครี่นั้น มีคุณประโยชน์ คือให้วิตามินเอสูง ช่วยบำรุงสายตาให้มีประกายที่สดใส มีเบต้าแคโรทีน และยังช่วยต้านการเกิดโรคมะเร็ง มีแคลเซียม วิตามินซี และเส้นใยอาหารสามารถป้องกันโรคโลหิตจางได้อีกด้วย

ถั่วสีน้ำตาลแดง
ถั่วสีน้ำตาลแดง นั้นเพรียบพร้อมไปด้วยสังกะสีที่ดีต่อสายตา อีกทั้งวิตามินเอก็เป็นส่วนช่วยปกป้องเยื่อชั้นในของลูกตา

ส้ม
วิตามินซีที่พบได้ในผักและผลไม้ เช่น ส้ม มะเขือเทศ และพริกหวานนั้นสามารถช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดต้อกระจก อีกทั้งช่วยในการไหลเวียนเลือดในดวงตา วิตามินซีในส้มนั้นยังสามารถช่วยป้องกันโรคหวัด และนอกจากนี้กากของส้มยังช่วยในเรื่องของการขับถ่ายอีกด้วย

ถั่วชนิดต่างๆ
อัลมอนด์ เมล็ดฟักทอง เมล็ดทานตะวันและเฮเซิลนัต อุดมไปด้วยวิตามินอี และมีคุณประโยชน์มากมายในการช่วยป้องกันสายตา วิตามินอีเป็นที่รู้จักกันว่า เป็นสารต้านการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชัน ให้ผลในการป้องกันการทำลายของเซลล์ และยังช่วยในการปกป้องเยื่อหุ้มเซลล์ ที่อวัยวะต่างๆ เช่น เซลล์ของตา ตับ เพื่อให้ประสิทธิภาพการทำงานและอายุการใช้งานของอวัยวะเหล่านี้นานขึ้น

ปลาแซลมอน
เนื้อปลาแซลมอนนั้นมีกรดไขมันโอเมก้า 3 และ DHA ที่สามารถช่วยปกป้องจากโรคภัยไข้เจ็บ อีกทั้งโปรตีนในเนื้อปลายังช่วยในเรื่องของโรคตาและยังสามารถช่วยลดอากาตาแห้งได้อีกด้วย

โฮลเกรน ธัญพืชที่ไม่ผ่านการขัดสี
โฮลเกรน คือ ธัญพืชที่ผ่านกระบวนการขัดสีน้อย นั้นมีเส้นใยอาหารสูง โดยเฉพาะข้าวกล้อง ถั่วเมล็ดแห้ง งา ข้าวสาลี ข้าวโอ๊ต ข้าวบาเล่ย์ ที่อุดมด้วยวิตามินอี วิตามินบีรวม แร่ธาตุต่างๆ และใยอาหาร มีสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูง ซึ่งช่วยปกป้องการเสื่อมสภาพของเซลล์ เสริมสร้างระบบประสาทและเซลล์เม็ดเลือดแดงให้แข็งแรงสมบูรณ์

จากงานวิจัยได้ค้นพบว่าการเกิดของโรคจอประสาทตาเสื่อมมาจากค่าดัชนีน้ำตาลที่สูงอีกทั้ง Macular หรือจุดกลางรับภาพจอประสาทตานั้นเป็นส่วนที่ไวต่อการมองเห็นมากที่สุด ดังนั้นการบริโภคธัญพืชที่ผ่านกระบวนการขัดสีน้อยเป็นประจำ ก็จะสามารถช่วยให้การเกิดของโรคจอประสาทตาเสื่อมลดลงได้ถึง 8%

วันเสาร์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ทองคำ 1 ตำลึง หนักเท่าไร



มาตรวัดของไทย กำหนดว่า 4 สลึง เท่ากับ 1 บาท , 4 บาท เท่ากับ 1 ตำลึง

ในสมัยราชวงศ์ซ่ง 1 ตำลึง เท่ากับ 10 สลึง มีค่าน้ำหนัก เท่ากับ 38.11 กรัม
เรียกว่า " ต้าซือหม่าเหลียง "

เพราะฉะนั้น 1 สลึง จึงเท่ากับ 3.811 กรัม

เท่ากับว่า ทองคำ 1 บาท มีน้ำหนัก 3.811 X 4 = 15.244 กรัม
แต่ น้ำหนัก 1 ตำลึงปัจจุบันถูกเปลี่ยน เป็น 37.5 กรัม เนื่องจาก สมัยราชวงศ์ชิง
ประสพกับปัญหาด้านเศรษฐกิจ เงินคงคลังพร่องลง หนี้สินมาก แต่เพื่อคงค่าเงิน
ตำลึงเอาไว้ ที่ต้องใช้จ่ายหรือชำระหนี้ จึงต้องลดค่าลง เรียกว่า

" เสี่ยวซือหม่าเหลียง " (เทคนิคนี้ในปัจจุบันอาจเรียกว่า เป็น การลดค่าเงินลง)

ซึ่ง น้ำหนักทอง ต้องลดลงตามไปด้วย

ทุกวันนี้ 1 ตำลึง = 37.5 กรัม ส่วนใหญ่ ใช้ชั่งของเบา และมีราคาแพง เช่น ใบชา,
ยาจีน ฯลฯ

ตามมาตรฐานสากล ทองคำ 1 ตำลึง = 1 ออนซ์ = 31.104 กรัม
และ น้ำหนักทอง 1 บาท = 15.160 กรัม

วันอาทิตย์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

เรเชล คาร์สัน

เรเชล คาร์สัน (Rachel carson) นักวิทยาศาสตร์อเมริกันเสียชีวิตตั้งแต่ตอนสงกรานต์ปี 2507 ด้วยโรคมะเร็งร้ายด้วยอายุเพียงไม่ถึง 57 ปีเท่านั้น ชาวอเมริกันจำนวนมากสงสัยว่าสารเคมีที่เธอศึกษาน่าจะมีส่วนทำให้เธอเป็น มะเร็ง เธอศึกษาสารเคมีจำพวกดีดีทีที่ใช้ฉีดฆ่าแมลงและศัตรูพืชกันอย่างกว้างขวางในสมัยก่อน การศึกษาของเธอพบว่าสารเคมีจำพวกนี้มีผลร้ายแรงต่อสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะต่อนก ชนิดต่างๆ เนื่องจากมันทำให้เปลือกของไข่นกเปาะบาง จนฟักออกเป็นตัวไม่ได้ เมื่อนกหายไปในฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งเป็นช่วงที่นกออกมาร้องเพลงตามกระบวนการหาคู่จึงไร้เสียงนก เธอนำผลการศึกษาออกมาพิมพ์เป็นหนังสือชื่อ Silent Spring ซึ่งอาจแปลว่า “ฤดูใบไม้ผลิที่ไม่มีเสียงนก” หนังสือเล่มนี้มีผลทำให้รัฐบาลอเมริกันห้ามใช้สารเคมีจำพวกดีดีทีซึ่งมีผล ร้ายแรงต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของเรา

ปัจจัยที่ทำให้ผมนึกถึงเธอและหนังสือเล่มนั้นได้แก่การไปในย่านอำเภอวังน้ำ เขียวของจังหวัดนครราชสีมาย่านนั้นกำลังเป็นที่นิยมของผู้ต้องการไปปลูกบ้าน ไว้สูดอากาศเย็นบริสุทธิ์และผู้ทำศูนย์สัมมนาและรีสอร์ทเพื่อจูงใจให้คนไป พักผ่อนหย่อนใจพร้อมกับทำงานไปด้วย ยิ่งกว่านั้นก็ยังมีการตัดต้นไม้และทำลายป่าเพื่อนำที่ดินมาทำไร่ทำสวนอย่างต่อเนื่อง กิจกรรมเหล่านี้มีผลทำให้ป่าหมดไปจนกลายเป็นพื้นที่เตียนโล่งและเขาหัวโลน อย่างหัวทั่วถึงจะเป็นเพราะการหมดไปของป่าหรือว่าสารเคมีที่ใช้กันในไร่สวนหรือทั้งสองปัจจัยรวมกันก็ได้ที่ทำให้ผมสังเกตว่าหานกดูได้ยากมากในย่านวังน้ำเขียว

การหมดไปของป่าทำให้ผมนึกถึงการล่มสลายของชิเฮติเมื่อเร็วๆ นี้มีข่าวเรื่องแผนดินไหวร้ายแรงมากในเฮติ ซึ่งตั้งอยู่บนเกาะฮิลปันโยลาในทะเลแคริบเบียนความเสียหายอย่างกว้างขวางจาก แผนดินไหวนั้นดูเหมือนจะเป็นการซ้ำเติมชาวเฮติซึ่งเดือดร้อนจากความยากจนจะ ความล่มสลายของชาติอยู่แล้ว ความยากจนเกิดจากความฉ้อฉลของชนชั้นผู้นำซึ่งมีส่วนทำให้เกิดการตัดต้นไม้ทำลายป่าจนหมดสิ้น การทำลายป่านำมาซึ่งความล่มสลายของเฮติ

ตอนนี้เมืองไทยยังทำลายป่ากันอย่างต่อเนื่องรวมทั้งป่าในย่านวังน้ำเขียว ซึ่งซึ่งกำลังจะหมดไปและป่าในภาคเหนือที่กำลังถูกเผาจนเป็นข่าวรายวัน หากเข้าไปดูแผนที่จากภาพถ่ายทางอากาศในอินเทอร์เน็ตจะเห็นว่าตอนนี้พื้นที่ป่าของไทยเหลือเพียงเล็กน้อยเท่านั้น รอบๆวังน้ำเขียวก็มีเพียงเขาใหญ่และอุทยานทับลานที่พอจะยังมีเสียเขียวหลงเหลืออยู่บ้าง น่าคิดไหมว่าเมืองไทยจะเป็นอย่างไรเมื่อป่าถูกทำลายหมดไปเช่นเฮติ

วันศุกร์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2553

เคล็ดลับแก้นิสัยขี้ลืม


ใครที่มีนิสัยขี้ลืมอยู่เป็นประจำ แก้ยังไงก็ไม่หาย วันนี้มีเคล็ดลับแก้นิสัยขี้ลืมมาบอก...

- ตั้งสมาธิ สาเหตุหนึ่งที่ทำให้หลงลืมบ่อยเพราะไม่มีสมาธิ ควรจัดเวลาช่วงหนึ่งงดรับโทรศัพท์และติดป้ายห้ามรบกวนไว้ที่โต๊ะ หาเวลานั่งเงียบๆ หลับตา หายใจเข้าช้าๆ เพื่อให้เกิดความสงบ
- จดโน้ต ควรโน้ตสั้นๆ ว่าจะทำอะไรต่อไป ส่วนที่ชอบลืมแล้วลืมอีกควรจดโน๊ตต่างๆ เพื่อช่วยเตือนความจำอีกที
- ใส่ใจ การที่ลืมอะไรบ่อยๆ อาจเป็นเพราะไม่ได้ใส่ใจในเรื่องนั้น ถ้าใครพูดอะไรด้วยแล้วลืม หรือจำชื่อคนไม่ค่อยได้ ลองหันมาสนใจตั้งใจฟังสักนิด ก็จะช่วยให้จำได้ดีขึ้น
- ท่องจำ เป็นวิธีช่วยจำที่ตรงไปตรงมาที่สุด ลองหันมาหมั่นท่องสิ่งที่ต้องทำบ่อยๆ จะช่วยให้จำได้ดีขึ้น
- พูดออกเสียง การจดจำเรื่องต่างๆ จากการฟัง และการพูดออกมาทำให้ได้ยินเสียงของตัวเอง ซึ่งจะช่วยให้จำง่ายขึ้น
- พูดคุยหรือเล่าให้คนอื่นฟัง ก็เป็นการช่วยจำทางหนึ่ง และการเล่าให้คนอื่นฟังรู้เรื่อง ตัวเราเองต้องเข้าใจเรื่องนั้นอย่างดีและจำได้ดี ถ้าอยากจำเรื่องที่ประชุม สัมมนา หรืออบรมได้ดีขึ้นลองพูดคุยหรือเล่าให้เพื่อนฟัง

วันศุกร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2553

โรค "กระดูกสันหลังคด"

Scoliosis คือ โรคกระดูกสันหลังคด

กระดูกสันหลังมีหน้าที่รับน้ำหนักและช่วยพยุงร่างกายให้สามารถตั้งตรงได้ ในคนปกติหากมองจากด้านหลังจะเห็นกระดูกสันหลังเป็นแนวเส้นตรง แต่ในคนที่เป็นโรคกระดูกสันหลังคด เมื่อมองจากด้านหลังจะเห็นแนวกระดูกโค้งไปทางซ้ายหรือขวา ไม่เป็นเส้นตรงเหมือนคนปกติ โรคกระดูกสันหลังคดพบประมาณ 2-3 % ของประชากร พบได้เท่ากันในผู้ชายและผู้หญิง แต่ผู้หญิงมักจะมีการคดงอของกระดูกมากกว่าผู้ชาย โรคกระดูกสันหลังคดเกิดได้ในทุกอายุ พบได้ตั้งแต่เด็กเกิดจนถึงวัยผู้ใหญ่ แต่ส่วนมากมักเกิดในช่วงที่มีการเจริญเติบโตของกระดูกอย่างรวดเร็ว คืออายุประมาณ 10-15 ปี

สาเหตุ โรคกระดูกสันหลังคด
ผู้ป่วย 85% ไม่ทราบสาเหตุ มีเพียงส่วนน้อยที่ทราบสาเหตุ เช่น กระดูกสันหลังคดจากขาที่ยาวไม่เท่ากัน กระดูกสันหลังคดจากสมองพิการ หรือเกิดจากความผิดปกติแต่กำเนิด เป็นต้น


อาการ โรคกระดูกสันหลังคด
อาการในผู้ป่วยแต่ละรายอาจแตกต่างกัน ขึ้นกับว่ากระดูกคดเป็นมุมมากน้อยเพียงใด อาการต่างๆที่พบได้มีดังนี้
-การเดินผิดปกติ
-ไหล่หรือสะโพก 2 ข้าง สูงไม่เท่ากัน
-ปวดหลัง
-มีอาการเหนื่อยง่ายกว่าปกติเวลาออกแรงหรือทำกิจกรรมต่างๆ


การตรวจ โรคกระดูกสันหลังคด
แพทย์จะตรวจกระดูกสันหลังของผู้ป่วยในท่ายืน โดยให้ผู้ป่วยก้มตัว เอานิ้วแตะปลายเท้าตัวเอง ในท่านี้แพทย์จะเห็นลักษณะความผิดปกติของแผ่นหลังได้ชัดเจนมากขึ้น การตรวจเพิ่มเติมด้วย x-ray มีประโยชน์ในการช่วยวัดมุม และช่วยติดตามการดำเนินไปของโรคว่าแย่ลงหรือไม่


การรักษา โรคกระดูกสันหลังคด
การรักษาขึ้นกับมุมการคด การเปลี่ยนแปลงของมุม และอายุของผู้ป่วย
-มุมการคดน้อยกว่า 25 องศา : ยังไม่จำเป็นต้องได้รับการรักษาใดๆ ให้ติดตามการเปลี่ยนแปลงของมุม ทุก 4-6 เดือน
-มุมการคดมากกว่า 25 องศา : รักษาโดยการใส่เสื้อเกราะ(Brace) เสื้อเกราะเป็นอุปกรณ์ค้ำจุน เพิ่มความแข็งแรง ช่วยป้องกันหรือชะลอไม่ให้มุมการคดมีการเปลี่ยนแปลงไปมากกว่าเดิม
-มุมการคดมากกว่า 45 องศา : อาจต้องรักษาโดยการผ่าตัดเพื่อจัดแนวกระดูกสันหลังใหม่ การผ่าตัดนี้ใช้หลักการเดียวกับการรักษากระดูกหักคือการใช้โลหะช่วยดามกระดูกสันหลังให้ตรง

วันอาทิตย์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2553

กิน‘ถั่วงอก’ สด ช่วยชะลอความแก่


ถั่วงอก เป็นผักที่รู้จักกันมานานตั้งแต่สมัยก่อนจนถึงปัจจุบันก็ยังได้รับความนิยม อยู่ เป็นพืชเศรษฐกิจที่ทำรายได้ให้ผู้ผลิตเป็นอย่างดี เป็นที่ต้องการของตลาด เพราะเป็นผักที่ใช้ระยะเวลาในการเพาะและบริโภคได้เร็วเพียงแค่ 3-4 วันเท่านั้น แต่อายุการใช้งานสั้น เพาะได้ทุกฤดู การเพาะถั่วงอกจะใช้ถั่วเขียวและถั่วเหลือง

การ นำถั่วงอกมาประกอบอาหาร ส่วนใหญ่จะเห็นได้บ่อยตามร้านก๋วยเตี๋ยว หรือนำมาประกอบอาหารได้ทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นผัดกับหมู ไก่หรือเต้าหู้ แกงจืด ทานสดๆ กับขนมจีน ก๋วยเตี๋ยวเรือ ผัดไท เป็นต้น

ซึ่ง ถั่วงอกเป็นผักที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง โดยเฉพาะมีโปรตีน วิตามินและเกลือแร่ ตามที่คนจีนในสมัยก่อนเชื่อว่าเมื่อรับประทานถั่วงอกแล้วจะช่วยเพิ่มความ อบอุ่นและป้องกันหวัดในฤดูหนาว เนื่องจากเป็นผักที่ให้พลังงานต่ำมีเส้นใยอาหารสูง จะทำให้ระบบการขับถ่ายทำงานได้ดี และยังช่วยดูซับของเสียออกจากร่างกายได้

ถ้า หากต้องการให้ได้สารหารครบถ้วนแล้ว ก็ควรที่จะรับประทานถั่วงอกสดๆ เพราะมีคุณสมบัติที่ช่วยชะลอความแก่ ช่วยให้ร่างกายสดชื่น แถมยังไม่ทำให้อ้วนด้วย

ปัจจุบัน ถั่วงอกส่วนใหญ่จะใช้สารเคมีเข้ามาเร่งเพื่อให้ได้คุณภาพดี ซึ่งจะแตกต่างจากสมัยก่อนมากที่ใช้วิธีการเพาะแบบธรรมชาติโดยไม่ใช้สารเคมี ต่างๆ เดี๋ยวนี้สารเคมีที่เรารู้จักคือสารฟอกขาว สารอ้วนหรือสารเร่งความสด สารเหล่านี้อาจเป็นอันตรายต่อร่างกายได้ หากรับประทานเข้าไปอาจจะมีผลต่อระบบทางเดินอาหาร ระบบหายใจ ระบบประสาทและอาจจะทำให้เสียชีวิต ส่วนถั่วงอกที่มีฟอกสีเจือปนเยอะหากรับประทานเข้าไปแล้ว อาจจะทำให้เกิดการอักเสบ ผื่นแดงได้

วิธีการล้างถั่วงอกจึงเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยลดสารพิษลดได้บ้างด้วยการบีบน้ำมะนาว หรือน้ำส้มสายชูลงในน้ำ และนำถั่วงอกลงไปแช่ทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที ก็จะได้ถั่วงอกที่ขาวสะอาดน่ารับประทาน

คนที่ไม่ชอบกินถั่วงอกเมื่อได้ทราบถึงประโยชน์ของถั่วงอกแล้ว ก็น่าจะมาลองรับประทานก็ดูจะช่วยทำให้คุณไม่อ้วนและอิ่มท้องด้วย

วันพฤหัสบดีที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2553

กินไข่อย่างไรให้ฉลาด ?



กินไข่อย่างฉลาด ??


การ กินไข่ใน ปริมาณเหมาะสมตามวัยในแต่ละมื้อ ควบคู่กับการออกกำลังกายเป็นประจำ จะช่วยลดไขมันส่วนเกิน และควบคุมระดับคอเลสเตอรอลให้เป็นปกติ โดยมีข้อแนะนำดังนี้

เด็กอายุ 1 ปีจนถึงเด็กวัยเรียน ควรบริโภคไข่วันละ 1 ฟอง

ผู้ใหญ่ที่มีภาวะร่างกายปกติ ควรบริโภคไข่ 3-4 ฟองต่อสัปดาห์

คนวัยทำงานสุขภาพดี สามารถบริโภคไข่ได้ทุกวัน ไม่เพิ่มคอเลสเตอรอลและไม่ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ

กลุ่มผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจ หรือโรคที่ต้องหลีกเลี่ยงอาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูง ก็ควรบริโภคไข่เพียง 1 ฟองต่อสัปดาห์ หรือตามคำแนะนำของแพทย์

** ทราบแล้วเปลี่ยน ไข่ไม่ได้เป็นสาเหตหลักของโรคหัวใจและหลอดเลือด